Wednesday, October 31, 2012

อุปสงค์ลวง

เราโดนกรอกคำสั่งล้างสมองทุกวันผ่านสื่อที่เราเต็มใจจ่าย
ไม่มีใครในโลกนี้คิดว่าตัวเองเป็นคนไร้เหตุผลแม้แต่คนเดียว
ทุกคนติดว่าตนเองมีเหตุผลที่ดีในการทำสิ่งต่างๆ และมีวิจารณญาณมากพอที่จะดูแลชีวิตตนเองได้ แถมยังเชื่อว่าสิ่งที่ตนเลือกนั้นดีที่สุดแล้วสำหรับตัวเอง

สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่นักโฆษณาและนักการตลาดใช้เป็นเครื่องมือในการขายของ โดยทำให้เราเชื่อว่าตัวเองเห็นความจำเป็นและมีเหตุผลที่ดีในการซื้อสินค้าของเขา เมื่อไหร่ที่ทำให้คุณคิดแบบนี้ได้ เขาก็จะขายของให้คุณได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องออกแรงโน้มน้าวมากนัก เพราะคุณจะขายสินค้านั้นให้ตัวเองอย่างหนักแน่น นี่คือกลลวงที่นักโฆษณาและนักการตลาดใช้ในการขายของให้เหล่าผู้บริโภคที่คิดว่าตัวเองเจ๋งนั่นแหละครับ

ไม่เชื่อลองไปสำรวจดูของในบ้านคุณก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกบ้านจะมีสิ่งของที่คุณซื้อมาแล้วใช้เพียงแค่ครั้งเดียวหรือน้อยครั้งอยู่มากกว่าหนึ่งอย่าง ดีไม่ดีอาจจะเต็มบ้านเลยด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้แหละคือผลพวงจากการหลงในอุปสงค์ลวง

เราลองย้อนกลับมาที่อุปสงค์ขั้นพื้นฐานกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง

อุปสงค์หรือความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์พึงมีก็คือ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ทั้งหมดเรียกว่าปัจจัยสี่ ซึ่งตอนนี้นายทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังยึดกุมตลาดของปัจจัย 3 อย่างแรกจนสิ่งเหล่านี้มีราคาแพงมากขึ้นมาก ทำให้คนชั้นล่างกลุ่มหนึ่งแทบจะไม่สามารถหาเงินมาเพื่อซื้อปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ได้อีกแล้ว

ลองสังเกตกันให้ดีๆนะครับว่า ทุกวันนี้ปัจจัยขั้นพื้นฐานต่างๆได้ถูกยกระดับให้มีความแตกต่างกันมากมาย ตั้งแต่แบบพื้นๆไปจนถึงระดับหรูหรา เพราะผู้ขายพยายามที่จะใส่มูลค่าเพิ่มลงไปในสินค้าและบริการของตน และมูลค่าเพิ่มทั้งหลายนี้เองที่ไม่ได้จำเป็นต่อเราอย่างแท้จริง

แต่ที่ต้องใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไปก็เพื่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ลองคิดดูนะครับว่าทรัพยากรของโลกนี้มีจำกัด เงินในกระเป๋าเราก็มีจำกัด การที่จะมาดึงเงินออกจากกระเป๋าเรามันก็ต้องทำอะไรที่พิเศษให้ลูกค้าพอใจหน่อย แม้มันจะไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มจริงๆก็ตาม เป็นการลวงความรู้สึกให้ดูว่ามูลค่ามันเพิ่มขึ้น สร้างอารมณ์เพื่อที่จะกล่อมให้ผู้บริโภคควักเงินซื้อส่วนที่เกินจำเป็นนั้นไปด้วย

ไม่เชื่อลองดูตัวอย่างนี้ก็ได้ ข้าวราดกระเพรา ปกติร้านอาหารตามสั่งขายกันแค่จานละ 30 บาท แต่พอเข้าห้างก็ปรับราคาขึ้นไปเป็น 40-50 บาท พอเข้าไปขายในร้านอาหารก็ปรับเป็น 70-80 บาท เจอร้านหรูๆหน่อย ข้าวกระเพราแสนธรรมดาอาจจะยกระดับขึ้นไปที่จานละ 100-120 กลายเป็นอาหารเหลาไปก็เป็นไปได้

มูลค่าพื้นฐานของข้าวกระเพราะหนึ่งจานจริงๆคือ 30 บาท ส่วนที่เกินมาจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสถานะภาพของสินค้านี่เองที่เรียกว่าอุปสงค์ลวง อุปสงค์ลวงจึงเป็นภาพมายาแห่งความฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็นที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ถูกบังคับให้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ถ้าเราจะสังเกตให้ดีๆก็จะพบว่าคนสมัยนี้ใช้ชีวิตราวกับถอดแบบออกมาจากแคตตาล็อกสินค้า ซึ่งเต็มไปด้วยการสร้างอุปสงค์ลวง ลวงด้วยภาพ ลวงด้วยการสร้างอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทุกอย่างดูดี ดู"สมราคา"ไปหมด และเราก็ไม่อยากให้มาตรฐานชีวิตต่ำกว่านี้อีกแล้ว มันก็เลยเกิดความดิ้นรนที่จะรักษาสถานภาพที่ถูกอุปโลกน์ตรงนั้นขึ้นมาอีก

อย่างคำว่าไลฟ์สไตล์นั่นก็เป็นอุปสงค์ลวงอีกเหมือนกัน ไลฟ์สไตล์คือคำที่ทำให้คุณต้องยึดติดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการทั้งหลายสร้างหมวดหมู่ขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกกลุ่มผู้บริโภค ในการที่จะขายสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย พูดง่ายๆคือ นักโฆษณาและนักการตลาดกำลังกำกับอารมณ์ของผู้บริโภคให้เกิดความต้องการสินค้าที่ตัวเองขาย ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะไม่ต้องการมันจริงๆก็ได้ อันนี้ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของวิชาชีพนักโฆษณาและนักการตลาด แต่เป็นความล่มสลายอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ที่พยายามทุ่มเม็ดเงินสร้างสื่อในการหลอกลวงมนุษย์ด้วยกันเอง เพียงเพื่อที่จะได้มีความมั่งคั่งส่วนเกินที่กินใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด พูดง่ายๆคือผู้ผลิตก็หลงในอุปสงค์ส่วนเกินของตนเหมือนๆกัน

การสร้างอุปสงค์ลวงนี้มีเกิดขึ้นในทุกวงการครับ เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างอุปสงค์ลวงก็ได้แก่ความกลัวตาย ความกลัวเสียทรัพย์สิน ความกลัวว่าจะต้องพรากจากคนที่รัก ความกลัวที่จะต้องเสียสถานภาพ ความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครอง ความภาคภูมิใจในความพิเศษของมัน ความสุขสบายชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งที่ต้องใช้คำว่า"ลวง"ต่อท้ายอุปสงค์ก็เพราะ สิ่งเกินจำเป็นเหล่านี้เป็นไปก็แค่เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกดีเท่ากับเงินที่ต้องควักจ่ายเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นจริงๆ เพราะทุกคนต้องตายอยู่แล้ว ทุกคนต้องพรากจากคนที่รักอยู่แล้ว ทุกคนต้องสูญเสียอยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งนักโฆษณานักการตลาดเองต่างก็รู้ดีตรงจุดนี้ว่าสินค้าและบริการของตนไม่ได้ช่วยใครจริงๆ(หรือรู้แต่ก็พยายามจะพูดให้มันดูดีกว่าความเป็นจริง) แต่ก็ยังจะขายของเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่ถูกปกปิดเหล่านี้ได้เลย

และอย่างที่เคยบอกเอาไว้ในบทความตอนอื่นๆที่ผ่านมานั่นแหละครับ อุปสงค์ลวงก็มีเหตุจากตัณหาความโลภของมนุษย์ เป็นการเอาตัณหามาต่อยอดหากินกับตัณหาผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง ใครโง่ก็เสียเงิน และถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว หากมนุษย์โลกย้อนกลับคืนสู่สภาวะที่อุปสงค์และอุปทานเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานจริงๆในแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ เศรษฐกิจโลกจะต้องหดตัวลงเล็กกว่าปัจจุบันมากมาย บริษัทและองค์กรแสวงหากำไรต่างๆจะล้มหายตายจากไปหมด เพราะบริษัททั้งหมดในโลกล้วนแต่หากินบนอุปสงค์ลวงทั้งนั้น และทุกอย่างที่เป็นทุนนิยมจะล่มสลายลง คนที่อิงอาศัยกับระบบทุนจนพึ่งพาตนเองไม่ได้ก็จะได้รับทุกข์เวทนาไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าเราได้เตรียมการที่จะรองรับวิกฤตแต่เนิ่นๆเสียทั้งแต่วันนี้

ส่วนทางแก้เกมกลอุบายสร้างอุปสงค์ลวงเหล่านี้ไม่มีหรอกครับ เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในยุคสมัยแห่งคนหลอกกินคน จะไปต่อต้านหรือไปฟ้องก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นการหลอกลวงที่ถูกกฏหมาย เราทำได้เพียงแค่ขอให้เราเข้าใจพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ดีๆว่า เราทุกคนล้วนต้องเกิดแก่เจ็บตายหนีไม่พ้นกันทุกคนแม้กระทั่งนักโฆษณาหรือนักการตลาดเองก็ตาม ดังนั้นก็ไม่ต้องหวั่นไหวหวาดกลัวในสิ่งที่เขาพูดหรือสิ่งที่เขาสื่อเพื่อสร้างความกังวล ให้เรา เพราะแม้แต่คำพูดที่นักโฆษณาสื่อออกมาว่าเขาห่วงใยเราก็ไม่จริง เขาแค่ต้องการเงินจากเราเท่านั้น

และถ้านักโฆษณานักการตลาดทั้งหลายได้มาอ่านบทความนี้ ก็ขอให้รู้เอาไว้เถิดครับว่า ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลยสักคนเดียว ได้แค่พยายามกอบโกยไปกอดเอาไว้ชั่วคราว แถมสุดท้าย เอาอะไรไปเท่าไหร่ก็ต้องคืนแก่โลกจนหมดในที่สุด ไม่ว่าจะมีลูกหลานมาสืบทอดกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็เอาไปไม่ได้เหมือนกันทุกคน

ใครที่อ่านบทความนี้จบและเริ่มตระหนักถึงภัยแห่งปรากฏการณ์คนกินคนในระบบทุนที่กำลังใกล้ล่มสลายในวันนี้ ก็ขอให้เตรียมตัวเองและครอบครัวให้พร้อม ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตเพื่อสร้างความแข็งแรงและยั่งยืนให้ตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ระบบทุนล่มจริงๆ อย่างน้อยคุณก็จะได้ไม่ล่มตามมันไปครับ

Wednesday, October 17, 2012

อะไรเอ่ยไปที่ไหนฉิบหายที่นั่น?

คำตอบต่อคำถามนี้...ไม่ใช่นักการเมือง ถึงแม้มันจะใกล้เคียง(ฮา)

เคยสังเกตเห็นไหมครับ ว่าพอเกษตรกรมีปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคาก็มาเดินขบวนประท้วง ปิดถนนบ้าง เอาผลผลิตมาเทปิดทางจราจรบนถนนเรียกร้องให้รัฐดูแลบ้าง ฯลฯ อะไรที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้

ปัญหาทั้งหมดในสังคมล้วนมาจากต้นตอเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนักการเมืองโกงกิน การทุจริตในแวดวงต่างๆ ความฉ้อฉลขององค์กรทุกภาคส่วน ความสามานย์ของนายทุน ความล่มสลายของสถาบันครอบครัวและสังคมโดยรวม ไปจนถึงคนรากหญ้าที่หันมากินเลือดกินเนื้อกันเอง

สิ่งอันเป็นความฉิบหายอย่างสุดยอดที่มนุษย์พึงจะมีได้ในปัจจุบัน ก็คือแนวคิดแบบทุนนิยมนั่นแหละครับ ใกล้ตัวมากจนไม่เคยสังเกต มัวแต่ไปโทษอย่างอื่นหมด แล้วก็แก้ปัญหาไม่เคยได้เลย ไม่เชื่อไปถามอาร์เจนติน่า ไปถามกรีซ ไปถามอิตาลี ไปถามสเปน ที่ตอนนี้กำลังอ่วมดูสิครับ แต่ไม่ต้องไปถามอเมริกานะครับ รายนั้นเขาปากแข็ง แต่สังเกตจากอาการช้ำในได้เพราะปิดไม่มิด(ฮา)

แนวคิดแบบทุนนิยมนั้นก็คือ แปลงทุกอย่างให้เป็นทุน แล้วขับดันมันด้วยอุปสงค์(ความอยาก)และอุปทาน(การสนองความอยาก)

การแปลงทุกอย่างให้เป็นทุนนั้นก็เปรียบเหมือนกับการแลกชิปก่อนเข้าไปเล่นในกาสิโนหรือบ่อนการพนันนั่นแหละครับ พอเข้าไปในกาสิโน เราก็เลือกเล่นเกมอย่างที่เราอยากเล่น กาสิโนก็สนองเราด้วยเกมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเขาคุมเอาไว้หมดแล้วทุกเม็ด ใครทำเงินเกินหน้าเกินตาอาจจะมีการเชิญให้ไปเป็นอาหารสัตว์ได้ในภายหลัง แล้วทีนี้ลองนึกดูนะครับว่า เราจะมีโอกาสชนะหรือร่ำรวยจากการพนันได้จริง หรือได้แค่อารมณ์มันๆคันๆที่เสียเงินเล่นให้หายอยากกลับบ้าน?

เหมือนกันล่ะครับ ระบบทุนบอกกับเราว่าให้แลกทุกอย่างเป็นเงิน(ชิป) เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน แล้วคุณก็จะร่ำรวยล่ะทีนี้ ว่าแล้วเขาก็ผลักคุณให้ลงมาเล่นในระบบทุน ระบบตลาด เขาจัดระบบตลาดเอาไว้ให้หมดแล้ว คุณก็เล่นไปสิ ซึ่งเขาก็บอกแบบนี้กับทุกคนล่ะครับ ทุกคนมีโอกาสรวยเท่าๆกัน(เหมือนซื้อหวยไง) ตั้งแต่ลูกจ้าง ไปจนถึงเกษตรกร ทุกคนแลกชิปเพื่อลงเล่นในระบบทุนหมด จนแทบไม่มีทางเลือกอื่น แต่พอเล่นจริงๆไหงกลับมีไม่กี่ตระกูลที่รวยเอาๆ คนส่วนใหญ่กลับจนลงๆ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็คิดดูว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้ทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้แล้วนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกเอามากๆ

เหตุที่คนรวยในประเทศมีไม่กี่ตระกูลก็เพราะระบบทุนเสรีมักจะจัดหาปัจจัยต่างๆให้เอื้อกับกลุ่มทุนในทุกๆเรื่อง นับตั้งแต่กฏหมาย สิทธิการงดเว้นภาษี ระบบสาธารณูปโภคที่ออกแบบให้เอื้อกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทีมีสายสัมพันธ์ทางการเมือง สายสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบน ก็เอื้อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งนั้น

และปรากฏการณ์ความฉิบหายในทุกๆระดับก็ล้วนแล้วแต่ถูกขับดันด้วยความอยากของผู้คน(ไม่เชื่อไปถามคนที่ต่อแถวซื้อมือถือข้ามวันสิครับ อยากไหม) อันเป็นความอยากตัวเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกมันว่า ตัณหา ซึ่งเป็นของร้อน เป็นสิ่งที่จะนำทุกข์มาให้ แล้วคิดดูครับว่าระบบทุนนิยมซึ่งมีความอยากของผู้คนเป็นแรงขับดัน มันจะให้ความสุขใครได้จริงอีก...ไม่มีนะครับ เป็นภาพฝันลมๆแล้งๆที่ระบบทุนวาดไว้ให้คุณวิ่งไล่เท่านั้น แต่ภาพนั้นไม่เคยปรากฏขึ้นจริงต่อหน้าใครเลย

ฉะนั้นการที่เราเห็นเกษตรกร ชาวนาทั้งหลายต้องดิ้นรน ต้องประท้วงให้พืชผลขายได้ราคาคุ้มต้นทุน ขนาดที่ต้องให้รัฐมาอุ้ม มาจำนำพืชผลก็เป็นเพราะความอยากที่ขับดันอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ไม่เชื่อลองให้เกษตรกรหรือชาวนาใช้โมเดลเศรษฐกิจพอเพียงสิครับ มันจะมีปัญหากันไหม ปัญหาก็หมดไปเพราะเกษตรกรทั้งหลายก็จะมีข้าวปลกกินเป็นอันดับแรก มีกินมีใช้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ความอยากความดิ้นรนมันก็จะน้อยลง ทุรนทุรายน้อยลง เพราะความหิวโหยมันถูกกำจัดไป ไม่ต้องหาเงินเพื่อไปซื้อข้าวปลาที่ตนสามารถปลูกสามารถเลี้ยงเองได้ แต่เมื่อเขาต้องทำเกษตรเพื่อขายแลกเงิน(ชิป) แต่ราคาผลผลิตกลับถูกระบบพ่อค้าคนกลาง รัฐ และระบบตลาดควบคุมอยู่ ถามว่าจะมีเกษตรกรหน้าไหนที่จะร่ำรวยจากการเกษตรอีก(ถ้าไม่ใช่รายใหญ่ที่สามารถมีอิทธิพลต่อตลาดได้) ไม่มีนะครับ  ยิ่งพอได้เงินมาแล้วก็ต้องเอาไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมาทำการเกษตรจนแทบไม่เหลือ แถมยังถูกกระตุ้นจากสื่อให้อยากซื้อโน่นซื้อนี่ ซื้อรถเครื่องขี่เท่ๆ ซื้อมือถือหรูๆเอาไว้ใช้อวดชาวบ้าน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับเขาเลยแม้แต่น้อย

ข่าวเกษตรกรประท้วงเรื่องราคาผลผลิตนี่ถือเป็นเรื่องขำขื่นนะครับ เพราะถ้าให้ผมไปเป็นเกษตรกร ผมก็จะไม่ง้อตลาด ไม่ง้อสารเคมีไม่ง้อปุ๋ยเคมีล่ะ จะตัดปัจจัยที่ต้องพึ่งระบบทุนออกไปให้มากที่สุด พึ่งตัวเองให้มากที่สุด ทำไร่ทำสวนทำนาให้ตัวเองได้มีกินมีใช้ก่อนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พอผลผลิตเหลือแล้วค่อยแจกจ่ายสร้างเครือข่ายการพึ่งพาตนเอง เหลือจากนั้นค่อยทำบุญแล้วขาย ทำไปแบบพอประมาณตน ไม่วอกแวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประโคมทุกวัน และไม่ฝากอนาคตไว้กับพืชเชิงเดียวแบบที่เกษตรกรเขาทำกัน ถ้าทำได้แบบนี้ เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากกับเขาได้ ยืนบนขาตัวเองได้อย่างภาคภูมิ ไม่ใช่รอให้นักการเมืองเกณฑ์ไปช่วยก่อม็อบหรือประท้วงจนเกือบจะเป็นอาชีพหลักอย่างเช่นทุกวันนี้

ไม่ใช่แค่ภาคเกษตรนะครับที่แนวคิดระบบทุนได้ทำให้เกิดความฉิบหายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้แต่คนเมืองก็ฉิบหายได้พอๆกัน เพราะคนเมืองเป็นกลุ่มที่รับสื่อมากในทุกๆทาง พูดง่ายๆคือถูกกระตุ้นจากสื่อต่างๆอยู่ตลอดเวลาจนแทบจะโหยหากลายเป็นเปรตอยู่แล้ว จนต้องวิ่งแสวงหา วิ่งหาทางสนองไลฟ์สไตล์ตามที่มีคนบอกให้เป็น ขณะที่การหาเงินก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ อาหารการกินซึ่งถูกผูกกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเพียงไม่กี่รายก็แพงขึ้นเรื่อยๆ แถมคุณภาพห่วยลงๆอย่างเห็นได้ชัด ด้านที่อยู่อาศัยก็แพงขึ้นเรื่อยๆจนจะกลายเป็นอภิสิทธิ์สำหรับคนรวยกันอยู่แล้ว คนเมืองส่วนใหญ่จึงอยู่ในภาวะโหยหา โหยหิวทางจิตวิญญาณกันอย่างมาก เพียงเพราะตัณหาความอยากที่ถูกกระตุ้นจนขีดสุดนั่นเอง

ปรากฏการณ์ความอยากนี้ยังเผื่อแผ่ไปในหมู่ข้าราชการ นักการเมือง และบริษัทเอกชนด้วย ไปที่ไหนก็ทำให้ความอยากเข้าครอบงำ จากคนก็กลายเป็นเปรต รับประทานไม่เลือก ส่งผลให้เกิดการทุจริตงบประมาณ ทุจริตเชิงนโยบายกันอย่างกว้างขวาง อย่างครบวงจร และในปัจจุบันก็ต้องใช้คำว่าโจ๋งครึ่มผนวกลงไปด้วยถึงได้อารมณ์เหมือนที่มันเกิดขึ้นจริง ขนาดเห็นกันจะๆว่ากำลังทุจริตอย่างน่าเกลียด มันก็ยังโกงกินกันต่อไปแบบหน้าด้านๆนั่นแหละ

อีกเรื่องที่เลวร้ายอย่างแนบเนียน ก็เห็นจะเป็นพวกพ่อค้าคนกลางและระบบจัดจำหน่ายสินค้าทั้งหลายที่พยายามหาส่วนแบ่งกำไรให้มากที่สุด โดยหาทางกดหัวผู้ผลิตรายย่อยที่ต้องการเข้าตลาด และปรับราคาขึ้นเอากับผู้บริโภคโดยอ้างโน่นอ้างนี่สารพัด ถ่างช่องว่างของกำไรกินจนพุงกาง ส่วนผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ พวกนั้นเขาก็มีเล่ห์กลที่จะหลอกเอาคืนจากผู้บริโภคเหมือนกัน ไม่งั้นเขาไม่สามารถที่จะขยายกิจการใหญ่โตขึ้นมาได้หรอก ซึ่งกรณีนี้มันยังสามารถเนียนไปได้กับกลไกอันซับซ้อนของระบบตลาดและการจัดจำหน่าย แต่เชื่อเถอะครับว่า พ่อค้าคนกลางนี่สามานย์ไม่แพ้การทุจริตในวงการอื่นๆเลย

ระบบทุนนิยมในปัจจุบันจึงไม่เหมาะกับคนสุจริต ที่ใช้ชีวิตในแบบอุดมคติอีกต่อไปแล้ว เพราะระบบทุนกำลังถูฏขับดันด้วยตัณหาอย่างเข้มข้น คนที่หมดตัณหาอย่างผมเลยต้องมาเขียนบทความแฉความสามานย์ของระบบอย่างที่เห็น แต่ไม่ได้แฉเพื่อที่จะขอช่องว่างเข้าไปหาผลประโยชน์กับระบบนะครับ ไม่รู้จะเอาไปทำห่าอะไร กินก็แค่ 3 มื้อ อยู่ไม่เกินร้อยปีก็ตายแล้ว แต่จะแฉเพื่อให้ผู้คนที่เป็นหมากเป็นเบื้ยให้กับระบบทุนเปรตนิยมเหล่านี้ได้ตื่นขึ้น ตาสว่างขึ้น และลดแรงเสียดทานจากอิทธิพลของระบบทุนต่อปัจจัยต่างๆในชีวิตผู้คนให้น้อยลง เพื่อที่ระบบจะไม่สามารบีบเราได้มากอย่างที่ผ่านๆมาอีก ถ้าใครกล้าหน่อยก็ปลดแอกตัวเองจากเงื่อนไขต่างๆของระบบทุนมันซะเลย

ที่เราถูกบีบคั้นจากปัจจัยและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจต่างๆอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราไปผูกพันเงื่อนไขที่ต้องพึ่งพาระบบทุน ระบบรัฐที่อยู่ในมือเปรต เอ๊ย คนไม่กี่ตระกูลหรอกเหรอครับ

เลิกไร้เดียงสากันได้แล้วครับ เพราะความเป็นจริงโดยพฤตินัย ระบบทุนนิยมไม่ว่าที่ใดในโลก ล้วนเป็นเพียงเครื่องมือให้กับคนไม่กี่ตระกูลเหมือนกันทั้งนั้น เรียกว่าเป็นระบบทาศที่ถูกรับรองโดยกฏหมายรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ที่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศเสรีก็ตกอยู่ใต้ระบบทาสแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ

และถ้าจะหาความจริงจากผู้คนสมัยนี้ก็ต้องปิดหูเลิกฟังเสียงกล่อมแล้วเปิดตาดูแต่พฤติกรรมความเป็นจริงกันล่ะครับ เพราะคำพูดมันโกหกกันได้เป็นไฟนับตั้งแต่นักการเมือง นายทุน จนถึงข้าราชการระดับสูงขี้ฉ้อทั้งหลาย แต่สุดท้ายพฤติกรรมแบบเปรตนั้นมันไม่สามารถโกหกเราได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ทีนี้เห็นหรือยังว่าเรากำลังอยู่ในยุคเปรตครองโลกจริงๆ เพราะมันเอากันซะจนไม่รู้จะเอาจากอะไรอีกแล้ว ก็เลยหันมาเบียดเบียนกินเลือดกินเนื้อกันเอง อย่างนี้เรียกสังคมมนุษย์คงไม่ไหวล่ะครับ

Wednesday, October 10, 2012

มายาการแห่งความพิเศษ

หรูเริ่ดแค่ไหนก็ตายเหมือนกัน..แล้วจะเอาอะไรอีก?
วังเวง..เป็นคำที่ใช้อธิบายความรู้สึกของคนในเมืองใหญ่ได้ดี

เพราะอะไร?

เพราะเราทุกคนได้แต่กระเสือกกระสนทำมาหากินตัวเป็นเกลียว วุ่นวายสาละวนอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าจะที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่ไหนๆ แม้กระทั่งในงานเลี้ยง งานรื่นเริง เราก็พยายามที่จะเป็น Somebody ที่โดดเด่นในสายงาน เราอยากให้มีคนมาสนใจเรา เราอยากเป็นคนพิเศษ เราจึงกระเสือกกระสนดิ้นรนหาความพิเศษ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ทำให้เราดูไร้ค่าเหมือนๆกันไปหมด

และด้วยปมทางใจของคนในเมืองใหญ่นี้เอง(ที่แพร่กระจายไปสู่ชนบทด้วย) ก็ได้เป็นจุดอ่อนที่นักการตลาด นักโฆษณาทั้งหลายเอามาหลอกดูดเงินออกจากกระเป๋าเรา ผ่านทางโฆษณาและกิจกรรมตามสื่อต่างๆ โดยทำให้เรารู้สึกพิเศษทั้งๆที่มันก็เป็นเพียงความพิเศษที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาให้เราได้เต้นตามเพลงของเขาเท่านั้น แต่เบื้องหลังนั้นเขาคิดสะระตะมาดีแล้วว่ากำไรมหาศาลแน่ๆ

ด้วยกลยุทธการตลาดอันซับซ้อนทางจิตนี้เอง เราจึงมีความรู้สึกว่าเวลาพกพามือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่ดีที่สุดในตลาด เราก็จะรู้สึกพิเศษ ขับรถหรูๆเราก็จะรู้สึกพิเศษ หรือได้รับบริการจากร้านค้าที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ แม้ว่าเขาจะดูแลทุกคนเหมือนๆกันก็ตาม นี่แหละครับที่บอกว่า เรามุ่งแสวงหาความพิเศษกันตลอดเวลาและกลายเป็นช่องให้สินค้าหรือบริการต่างๆ ทำกำไรอย่างงดงาม (มากกว่าที่มันควรจะเป็น) ส่วนเราก็เคลิบเคลิ้มกับสิ่งที่เขาเสนอให้ โดยไม่ทันสังเกตว่าเขาเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋าตังค์ของเราเรียบร้อยแล้ว

อย่างเวลาเราไปซื้อนมให้ลูกดื่ม เราก็จะมองหานมที่ใส่สารอาหารพิเศษอย่าง DHA โอเมก้าทรี หรือ ARA ที่แพงกว่านมธรรมดามาก ทั้งๆที่ร่างกายของเด็กสามารถสังเคราะห์ไขมันที่ดูเหมือนว่าพิเศษเหล่านี้จากไขมันนมได้เหมือนกัน ผมเองโตมากับนมผงธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ด้อยปัญญากว่าใคร และสามารถสรุปว่า ความฉลาดหลักแหลมมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารการกินมากอย่างที่โฆษณาเน้นกันแทบเป็นแทบตาย ดังนั้นก็ไม่ต้องเอาจริงเอาจังการกินให้มากนักก็ได้

หรืออย่างวิตามิน C ที่ใส่แร่ธาตุพิเศษเข้าไปจากเดิม เพื่อเสริมการทำงานของวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพขึ้น หรืออาจจะถูกชูสรรพคุณว่าเป็นวิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ(สกัดมามันก็กลายเป็นสารเคมีแล้วไง) แล้วปรับราคาขึ้นชั้น(แพง)พิเศษไปเลย ทั้งๆที่ร่างกายก็ได้รับวิตามินแร่ธาตุเหล่านี้เพียงพออยู่แล้วจากอาหารที่เรากินเข้าไป...ถ้าเราไม่โง่กินของซ้ำๆเสียเองนะ ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราจะอยู่มาได้ยังไงจนบัดนี้ โดยที่ไม่ได้กินวิตามินหรืออาหารเสริมเหล่านี้เลย..จริงไหม?

ในสมัยก่อนนั้น เราไม่เคยมีอะไรที่พิเศษๆอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ทำไมถึงอยู่กันมาได้? อะไรบ้างที่เปลี่ยนไปจากเดิม?

อย่างแรกก็คือชีวิตที่เร่งรัดและบีบคั้นตลอดเวลาจนเกิดความเคร่งเครียดกดดัน จากการแก่งแย่งแข่งขันในการทำมาหากิน ทำให้เราต้องโยนหน้าที่ในการทำอาหารไปให้กับ ผู้ผลิตอาหาร ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้ช่วยจัดหาอาหารทั้งที่สำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปมาให้เรา โดยที่เราก็ไม่รุ้ว่าเขาใส่สารเคมีอะไรมาให้บ้าง เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปมียาปฏิชีวนะมากแค่ไหน มีสารเร่งเนื้อแดงไหม มีฮอร์โมนเร่งโตสำหรับสัตว์หรือเปล่า ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อให้เนื้อดูสดน่าทานหรือไม่ อาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ตัดแต่งพันธุกรรมหรือไม่ ฯลฯ

พอพวกเรามีชีวิตที่เร่งรีบ เวลาทานอาหารจึงไม่ค่อยมี จึงต้องรีบทานให้มันเสร็จไวๆ การขบเคี้ยวก็ทำได้ไม่ดี บบางคนทานเข้าไปเคี้ยว 2-3 คำก็กลืน ทำให้อาหารย่อยได้ไม่สมบูรณ์ กระเพาะทำงานหนัก สารอาหารดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ แถมเราก็กินอาหารขยะกันตามใจปาก ซึ่งเป็นไปเพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ร่างกายมันจึงทรุดโทรมเพราะทำงานหนักทั้งตอนทำงาน ไปจนถึงการย่อยและดูดซึมสารอาหาร

เมื่อเราไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ เราจึงมองหาอะไรที่มันเร็วๆ สำเร็จรูป ที่สุดเราก็จะโดนล่อลวงโดยโฆษณาบ้าง พนักงานขายบ้าง นักการตลาดบ้าง เพื่อที่จะให้เราซื้ออาหารเสริม วิตามินต่างๆในการบำรุงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้เราได้กลับไปใช้ชีวิตเร่งๆได้ทันท่วงที แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครมีสุขภาพที่ดีขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว เพราะพฤติกรรมเร่งรีบนั่นแหละที่ทำลายตัวเราเองอย่างช้าๆ ชนิดที่ใครก็ช่วยไม่ได้

ก็ไม่ต้องไปหาอะไรพิเศษแบบไหนให้ชีวิตหรอกครับ เพราะไม่มีตัวช่วยไหนจะช่วยคุณได้เลย เรื่องเน่าๆทั้งหลายที่เราทำอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เป็นเหตุให้เรามีชีวิต มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ย่ำแย่อยู่ทุกวัน สิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือเอาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายออกไปเสีย แล้วอะไรๆมันก็จะดีขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยพิเศษอะไรเลยด้วยซ้ำ

พอพูดแบบนี้ก็มีคนเถียงว่า เจ็บป่วยแล้วมีเงินรักษาดีกว่า เจ็บป่วยแล้วไม่มีเงินรักษานะ อันนี้มันก็ไม่ถูกเสียทีเดียว

ก็ถ้าคุณเอาเหตุแห่งความเจ็บป่วย เหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ที่คุณทำเพื่อทำลายตัวเองออกไป มันจะต้องใช้เงินมากมายในการรักษาสุขภาพอะไรอีกเล่า

ที่คุณพูดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว ก็เป็นเพียงเพราะคุณห่วงแต่เรื่องเงินเท่านั้น คุณคิดเอาเองว่าเงินจะนำความมั่นคงมาให้กับชีวิต นำความสุข ความสมบูรณ์มาให้คุณได้ คุณไม่รู้ตัวว่าคุณถูกหลอกลวงด้วยมายาภาพแห่งโฆษณาที่บอกว่าชีวิตต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้จึงจะดี โดยไม่เคยกลับไปมองความจริงที่ผ่านมาว่า พ่อแม่ของคุณไม่เคยมีสิ่งที่คุณดิ้นรนแสวงหาอย่างเอาเป็นเอาตายเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แต่ท่านก็ยังอยู่มาได้จนทุกวันนี้

ถามว่าใครจำช่วงเวลาก่อนที่เราจะมีมือถือได้หรือไม่?

ผมเองจำได้ดีว่าชีวิตมันมีความสุขแค่ไหน กับการที่ไม่ต้องมีคนโทรตามงานตลอดเวลาเหมือนคนบ้า และถ้าจะดูกันจริงๆแล้ว มือถือมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย มันแค่สนองความอยากรู้ สนองความกังวลบ้าๆบอๆของเราได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น ส่วนโลกมันก็หมุนไปเหมือนเดิมนั่นแหละ ก็ไม่ต้องเอาโลกมาแบกอีก อย่าไปสำคัญตัวผิดๆ มันอยู่ได้ของมันเองแม้ไม่มีเราก็ตาม

ทุกวันนี้เราโดนมายาทั้งหลายนับตั้งแต่ สื่อต่างๆ ภาพยนตร์ วิทยุ ทีวี อินเตอร์เน็ต ซึ่งพยายามยัดเยียดค่านิยมบ้าๆบอๆเข้ามาในจิตในใจ ให้เรากังวลกับทุกเรื่องมากขึ้น จนกระทั่งต้องดิ้นรนหาอะไรพิเศษๆให้กับชีวิต แล้วนั่นแหละคือช่องทางที่เงินของเราถูกดูดออกจากกระเป๋าของเราเอง เพื่อบรรเทาความกังวลที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นโดยนักโฆษณา คุณซื้อสิ่งต่างๆเพียงเพราะมีคนบอกว่ามันจะช่วยบรรเทาความกังวลของคุณได้ ซึ่งไม่จริงแม้แต่น้อย สุดท้ายแล้วคุณก็จะต้องกังวลกับกลเม็ดถัดไปของสื่ออยู่ดี เขาไม่ยอมให้ชีวิตคุณสงบสุขหรอก เพราะเมื่อไหร่ที่คุณมีความสุขแล้ว คุณจะหยุดใช้เงิน ชัดไหม

ก็ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรพิเศษอีกแล้ว เพราะความพิเศษทั้งหลายมันแค่กลลวงที่มีขึ้นเพื่อขายของให้คุณเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นของที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงกลลวงในการสร้างความกังวลขึ้นมาให้คุณติดกับ แล้วเขาก็มาเสนอการคลี่คลายความกังวลนั้น ด้วยคำโฆษณาที่จัดฉากเอาไว้แล้วว่าสินค้าหรือบริการที่เกินความจำเป็นเหล่านี้จะตอบโจทย์ที่เขาอุปโลกน์ให้เราได้

ผมรับประกัน 100% ว่า พวกเราต้องตายกันทุกคนอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว และเลือกไม่ได้ด้วยว่าจะตายแบบไหน ตายดีหรือตายอนาถ เลือกไม่ได้หรอกครับ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะตายมาตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้นอย่าให้ใครมาหลอกเราอีกเลยว่าจะทำให้ชีวิตเราดีเลิศประเสริฐศรีเหนือระดับกว่าคนอื่น

เพราะสุดท้ายคนขายสินค้าหรือบริการให้เราก็หนีความตายไปไม่พ้นเช่นกัน

Monday, October 1, 2012

ความอัปลักษณ์ของมูลค่าเพิ่ม

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า "มูลค่าเพิ่ม" กันมาบ้างแล้ว

โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของ "มูลค่าเพิ่ม" ที่เราได้ยินได้ฟังนั้น ก็คือการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ คุณสมบัติของสินค้าที่ดีขึ้น ฯลฯ เพื่อให้สินค้ามีมูลค่ามากขึ้น ดึงดูดผู้บริโภคมากขึ้น ขายดีและได้กำไรส่วนต่างจากมูลค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้น

แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มูลค่าของสินค้าส่วนใหญ่ที่มีให้ผู้บริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้นจริงๆเลยครับ มีแต่ราคาเพิ่มขึ้น เพราะมีคนเข้ามาแบ่งส่วนในมูลค่าที่เพิ่มขึ้นต่างหาก

มูลค่าเพิ่มของสินค้าทั้งหลายที่มีในตลาด ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องหลอกลวงของการขายและการตลาดเท่านั้น

ความหมายที่แท้จริงของคำว่ามูลค่าเพิ่มจึงมีเนื้อหาอยู่ที่การขึ้นราคาเสียมากกว่า เพราะมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ที่ถูกใส่มาในสินค้าทั้งหลายนั้น เริ่ม"เกิน"ความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไปมากแล้ว จนกลายเป็นความเยอะ เฟอะ ฟุ้ง อีนุงตุงนัง จนทำให้ชีวิตลำบากยากเย็นขึ้นทุกวันๆ เพราะมันขายกันทุกอย่างจนไม่รู้ว่าจะขายอะไรแล้ว ก็เลยออกอาการหาไอเดียส่งเดชนั่นนู่นนี่มาใส่เข้าไป ซึ่งบางอย่างดูผ่านๆก็เหมือนเข้าท่า แต่พอพิจารณาจริงๆแล้ว มันก็แค่หลอกขึ้นราคาเท่านั้นเอง