Thursday, December 6, 2012

ทุนนิยมในฐานะธรรมนูญใหม่ของโลก

ชนชั้นกลางจริงๆก็คือไส้แซนวิชนั่นแหละ
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมประเทศที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอเมริกาถึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะรุกรานชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั่วทั้งทางด้านการเมือง การฑูต และเศรษฐกิจ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมแม้แต่คนอเมริกันที่ดูเหมือนจะมีเสรีภาพแต่ก็ไม่มีทางเลือกมากนักในชีวิต เวลาจะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตทุกขั้นตอน ขนาดทำสวนทำไร่ปลูกพืชอาหารยังต้องทำสัญญากับบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ ไม่ทำก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์ หรือถ้ามีพันธ์พื้นบ้าน ตลาดก็ไม่รับซื้อ นอกจากนี้ยังมีคดีประหลาดถึงขนาดที่ว่ามีชายคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุกเพราะเขาไปกินเมล็ดแอปปริคอทเพื่อ "รักษามะเร็ง" ด้วยตนเอง!!

นี่ขนาดพลเมืองชั้นหนึ่งของเขานะครับ ทีนี้ถามอีกครั้ง ใครอยากจะไปอยู่อเมริกาอีกบ้าง?

ทุกวันนี้ชาวอเมริกันเองก็ไม่ได้มีอิสระเสรีภาพอย่างที่ได้ตราเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว เพราะ ธรรมนูญของอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกที่เรียกตัวเองว่าประเทศประชาธิปไตยนั้นถูกแก้ไขโดยระบบทุนนิยมไปเรียบร้อยแล้ว นักการเมืองที่เข้าไปบริหารประเทศทุกๆวาระ ล้วนแล้วแต่เข้าไปโดยแนวคิดแบบนายทุน เข้าไปเพื่อถอนทุน เข้าไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เข้าไปเพื่อดูดกินทรัพยากรของชาติอันเป็นส่วนกลาง และทำได้แม้กระทั่งเอาเงินภาษีของประชาชนไปสร้างฐานเสียงให้พรรคของตน

Monday, November 26, 2012

เล่ห์กลของบริษัทยาข้ามชาติ


ขอขึ้นบทความนี้ต้อนรับข้อเสนอความตกลงการเปิดเสรีการค้าที่รัฐบาลไทยพยายามจะทำกับอเมริกาหน่อย เพราะในข้อตกลงทางการค้าที่ว่านั้นมีเรื่อง การปล่อยให้ราคายาเป็นไปอย่างเสรีไม่มีการควบคุมด้วย จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังสามานย์ขนาดไหน อย่างไร ต้องลองอ่านเนื้อหาย่อๆข้างล่างนี้ก็แล้วกัน

และวันนี้ผมไม่ต้องเขียนเองครับ เพราะเมื่อหลายปีก่อนมีคนแปลหนังสือที่เปิดโปงเล่ห์กลของบริษัทยาข้ามชาติเอาไว้อย่างละเอียดถึงสองเล่ม แถมมีให้ดาวน์โหลดฟรีๆเพื่อเป็นวิทยาทานด้วย ผมเลยเอามาใส่เอาไว้ในนี้รวมมิตรแฉเอาไว้ในที่เดียว

เล่มแรกมีชื่อว่า "กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ" (The Truth About the Drub Companies: How they deceive us and what to do about it) เป็นหนังสือในเครือหมอชาวบ้านที่ดีมากๆ เป็นหนังสือที่ออกมาหลายปีแล้ว จะหาซื้อตามแผงจะหายากหน่อย แนะนำให้สั่งซื้อจากในเว็บไซต์หมอชาวบ้าน ผมเองซื้อแบบลดราคาเหลือเล่มละร้อยจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อ ตุลาคม 55 ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาข้างในหนังสือก็เป็นไปเพื่อการกระชากหน้ากากจริงๆเหมือนชื่อหนังสือ เพราะแฉหมดทุกเม็ด ตั้งแต่เม็ดเงินที่ทำวิจัยซึ่งมักจะอ้างเพื่อไม่ให้ควบคุมราคายา ข้ออ้างสารพัดว่าทำไมราคายาถึงได้แพง ไปจนถึงการจ่ายเงินให้แพทย์ในการทำยอดสั่งยาของบริษัทตน พูดง่ายๆคือ ทุกกระบวนการตั้งแต่การออกกฏหมายจนถึงหมอที่สั่งยาให้เรา ล้วนทำงานให้บริษัทยาทั้งนั้น เรียกว่าขูดรีดจากผู้ป่วยกันทุกเม็ด ทุกขั้นตอนจริงๆ ผมจะไม่พูดมากก็แล้วกันเดี๋ยวไม่สาแก่ใจ เอาเป็นว่า คุณสามารถเข้าไปโหลดหนังสือฉบับสแกนได้ที่

หรือจะเข้าไปอ่านe-book ฟรีๆได้ที่ มูลนิธิหมอชาวบ้าน


ส่วนเล่มสองนั้นมีชื่อว่า "อุบายขายโรค:กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ(ภาคสอง) ซึ่งแปลมาจากหนังสือที่ชื่อว่า "Selling Sickness: How the World's Biggest Pharmaceutical Companies Are Turning Us All into Patients"

เรื่องราวในเล่มสองนี้ว่าด้วยวิธีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่พยายามจะขายอาการเสื่อมและการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัยให้กลายเป็นโรคใหม่ๆขึ้นมา เพื่อที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะได้ขยายฐานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในการที่จะรองรับยาใหม่ๆที่ผลิดออกมา ทั้งๆที่มันไม่จำเป็นต่อการรักษาจริงๆ งานนี้จะได้รู้กันล่ะว่าธุรกิจยากับธุรกิจการแพทย์เขารวมหัวกันทำให้เรารู้สึกว่าเป็นคนไข้ตลอดเวลาอยู่ตลอดเวลาได้ยังไง

ใครกินยาเยอะๆ หรือใครที่เอะอะก็กินยา ลองอ่านสองเล่มนี้ดูนะครับจะได้หูตาสว่างกันเสียที

แล้วก็ต้องย้ำนิดหนี่งว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยเรามีองค์ความรู้พื้นบ้านที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรงและช่วยให้เรารักษาโรคต่างๆได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายเกินความจำเป็นอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในวงการแพทย์แผนปัจจุบันเลย

ฉบับ e-book ที่มูลนิธิหมอชาวบ้าน

Wednesday, November 21, 2012

อะไรเอ่ยคือฝันร้ายของนักการเมืองและนายทุน?

ลองเดาเล่นๆดูสิครับว่าอะไรคือฝันร้ายของนักการเมืองและนายทุน?

ม็อบประท้วงรึ?
ปฏิวัติรึ?
ฝ่ายค้านรึ?
ถูกตรวจสอบการทุจริตรึ?

เดาให้ตายก็อาจจะยังไม่ถูกครับ แต่มีท่านหนึ่งที่รู้ว่าอะไรที่จะทำให้คนไทยทั้งหลายได้ปลดแอกจากระบบทาสเศรษฐกิจ ปลดแอกออกจากการสนตะพายโดยนักการเมือง ปลดแอกจากการสูบเลือดเนื้อของนายทุน ท่านที่ผมกล่าวถึงนั้นก็คือ ในหลวง ของคนไทยทุกคนนั้นเอง

การที่พระองค์ท่านมองเกมเศรษฐกิจ การเมือง วิสัยของนักการเมืองและนายทุน ไปตลอดจนถึงอนาคตของประเทศภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นที่มาของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านดำริเอาไว้เกือบจะสี่สิบปีแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการปลดแอกคนไทยนั่นเอง

Thursday, November 15, 2012

หัดยืนบนขาตัวเองที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ตอนที่ 2(จบ)

่อนหน้าที่ผมจะมาอบรมเกษตรธรรมชาติที่สองสลึงนิ้ ผมมีภาพของเกษตรกรในหนังไทยสมัยก่อนที่วาดภาพเอาไว้ว่า เกษตรกร(หรือชาวนา)ไม่อยากให้ลูกมาลำบากทำการเกษตรแบบตน จึงส่งให้ไปเรียนสูงๆในเมืองแทน

ภาพชาวนาโพกผ้าขาวม้าถือจอบถือเสียมกำลังขุดผืนนาที่แห้งผากท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ลงจอบดังแก๊งๆ ทำให้ผมด่วนสรุปไปแล้วว่าอาชีพเกษตรกรนั้นลำบากแสนเข็ญกว่าจะได้เงินสักบาท แถมโดนกดขี่จากนายทุนอีก จึงเป็นอาชีพที่ไม่น่าทำอย่างแรง

แต่...นั่นเป็นภาพเก่าๆที่เราถูกฝังหัวเอาไว้ครับจวบจนได้มาอบรมเกษตรธรรมชาติที่นี่ ภาพทั้งหมดที่ว่านั้นถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น

เพราะอะไรครับ?

อย่างแรกคือเพราะความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินเกษตรธรรมชาตินั้นให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้จริงๆ ให้ทั้งพืชและสัตว์ที่เป็นอาหาร ให้ทั้งไม้ที่เราสามารถนำไปใช้งานได้ หรือแม้กระทั่งสร้างบ้านจากดินก็ได้ง่ายๆใช้เงินไม่มากมาย เรียกว่ามีทุกอย่างที่จะปลดแอกเราจากระบบทุนที่เอาแต่ผูกมัด กดขี่ เบียดเบียน สูบเลือดเนื้อ และพยายามจะมีส่วนร่วมกันเงินในกระเป๋าเราอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ

Monday, November 5, 2012

น้ำมันพืช... อันตรายระดับชาติ!!!

อันนี้เป็นบทความที่ผมไปเจอมาในเฟสบุ๊คครับ อ่านแล้วน่าตกใจทีเดียว เพราะเป็นอีกกรณีหนึ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ นำผลการวิจัยปลอมมาหลอกขายของให้กับเรา ลองอ่านดูนะครับ


คนไทยตาสว่างเสียที…เลิกเสียเงินซื้อยาฝรั่ง ต้นเหตุเพียงแค่น้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึม

อดีตเมื่อก่อน 30 ปีที่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมูทำกับข้าว จู่ๆโฆษณา(แหกตา)ฝรั่ง มากล่าวโทษวิถีไทยเดิมๆ มาขี้ตู่เหวงว่าน้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันหมู ทำให้คลอเลสเตอรอลสูง เพราะจับตัวเป็นไข แล้วขี้ตู่เหวงว่าวิธีแก้คือ การใช้น้ำมันพืช

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เพราะความเชื่อผิดๆที่ถูกฝรั่งฝังหัวมา แต่ปรากฏว่า อัตราการเป็นโรคต่างๆมากขึ้น ไขมันในเลือดสูง, โรค หัวใจ, โรคไต, ภูมิแพ้…เป็นต้น

วงการสุขภาพของตะวันตก เพิ่งจะมาตาสว่างเมื่อค้นพบโทษของน้ำมันพืช สหรัฐฯได้ออกมาตรการลด ละ เลิก ใช้ น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี(transfat oil)ในหลายรัฐ ท่านสามารถอ่านข่าวเหล่านี้ได้ เช่น อาร์โนลด์ ชวาชเนกเกอร์ ผู่ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับการแบนการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี โดยกล่าวว่า การใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ…”

รัฐ เท็กซัส…พระราชบัญญัติขจัดน้ำมันพืชแปรรูปให้หมดจากร้านอาหารภายใน สิงหาคม 2553
KFC เริ่มเห็นโทษของน้ำ มันพืชผ่านกรรมวิธี ออกเมนูไร้น้ำมันพืช Transfat
McDonald ประกาศเริ่มใช้ น้ำมันชนิดอื่น แทนน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเมื่อปี 2007 เริ่ม ต้น
ที่ 1,200 สาขา
Dunkin Donut ประกาศ เลิกใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีตั้งแต่ปี 2550
เว๊บไซท์ ต่อต้าน transfat http://www.bantransfats.com/
โรคที่มากับน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี…ระบบเผาผลาญอาหาร เสื่อม, เบาหวาน, ธัยรอยด์, เสื่อสมรรถภาพทางเพศ, โรคหัวใจ, โรคอ้วน, โรคไต
อาหารที่พบอยู่ทั่วไปมีน้ำมันพืชเสมอ… ก๋วยเตี๋ยว, ผัดไท, หอยทอด, ราดหน้า, ผัดผักทุกชนิด, ไก่ทอด, ปาท่องโก๋, ข้าวผัด ขนมอบ เบเกอรี่…สรุปรวมว่าอาหารทุกชนิดที่ใช้กะทะ (ผัด ทอด) ใช้น้ำมันพืชทั้งนั้น
น้ำมันพืชเกือบทุกชนิด ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาถูก แต่ขวางระบบดูดซึม น้ำซึมผ่านไม่ได้ หากใช้วัสดุอื่นตามที่โฆษณาจริง เหตุใดจึงยังขายได้ในราคาถูกเช่นนั้น

อย่าให้คำว่า ไม่เป็นไข’ มาหลอกท่านได้อีก
น้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศา จะดูสวยงาม ไม่เป็นไข ผิดกับน้ำมันหมูที่เมื่อยู่ในอุณหภูมิต่ำจะเป็นไข…แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้าไปอยู่ในร่างกาย อุณหภูมิ 37 องศา จะกลายเป็นกาวเหนียว เกาะติดลำไส้ตั้งแต่ลำคอลงมาถึงลำไส้ใหญ่ไม่สามารถล้างออกได้ด้วย พืชผักที่เราทานเข้าไป และ ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำชาธรรมดา
แต่น้ำมันจากสัตว์ และ น้ำมันมะพร้าว เมื่ออยู่ในอุณหภูมิร่างกายจะไม่มีทางเป็นไข และ จะละลายกับน้ำได้ สารอาหารต่างๆยังซึมเข้าร่างกายได้

หากท่านลองนำน้ำมันพืชใส่ภาชนะ แล้วไปตั้งทิ้งไว้กลางแดดสัก 10 นาที อุณภูมิจะประมาณ 30 กว่าองศา
ใกล้เคียงร่างกายมนุษย์…ท่านเช็ดน้ำมันพืชออกได้ยากมาก เหมือนกับที่เขม่ากาวติดกะทะ เครื่องครัว เขม่า
กาวเหนียวนั่นคือผลของน้ำมันพืชโดนความร้อน จำเป็นต้องใช้กรดมาล้างเท่านั้น

แต่หากท่านลองใช้น้ำมันหมู หรือ น้ำมันมะพร้าว ใส่ภาชนะแล้วตากแดด…จะพบว่าล้างออกได้โดยง่าย
เมื่อน้ำมันพืชเคลือบระบบดูดซึมท่านทั้งหมด น้ำก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน เมื่อท่านทานน้ำ น้ำก็จะถูกไตพาไปที่กระเพาะปัสสาวะโดยเร็ว เสมือนกับท่านทานน้ำ 100% น้ำเกือบทั้งหมดไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าไป
ใช้ในอวัยวะต่างๆเลย กลับเป็นภาระให้ไตนำไปทิ้งเกือบ 100% นี่คือเหตุผลว่า ทำไมท่านทานน้ำแล้วฉี่บ่อย เป็นโรคไต และ โรคกระเพาะปัสสาวะตามมา

เมื่อน้ำซึมเข้าตัว ไม่ได้ วิตามินที่มากับน้ำ เช่น วิตามินบี และ ซี ก็จะไม่เข้าร่างกายท่าน ขาดวิตามินบี ทำให้สมองมีปัญหา เฉื่อยชา ความจำสั้น หากหญิงกำลังตั้งครรค์ มีโอกาสทำให้ลูกคลอดมาเป็นออทิสติค ขาดวิตามินซี ทำให้ภูมิคุ้มกันมีปัญหาเป็นภูมิแพ้ หวัด ไวรัส

เมื่อภูมิคุ้มกันมีปัญหา ท่านก็จะติดโรคอื่นๆได้ง่ายมาก จบลงด้วยการเสียเงินซื้อยาฝรั่ง เงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเพียงแค่ท่านหลงเชื่อว่าน้ำมันพืชสมัยใหม่ไม่เป็นอันตราย

น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ
- ฟอก สี (bleached) เพื่อให้สีดูสวย สดใส
- แต่งกลิ่น (deodorized) เพื่อให้ไม่มีกลิ่นหื มีกลิ่นตามที่ต้องการ
- ใส่ ไฮโดรเจน (hydrogenated)

กระบวนการเหล่านี้ทำให้สารเคมีเปลี่ยน เมื่อทานเข้าไปแล้วเป็นพิษต่อร่างกายโดยตรง เมื่อใดที่เห็นข้างกล่องผลิตภัณฑ์ว่า มีน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ขอให้รู้ว่านั่นคือยาพิษ โยนทิ้งขยะทันที

…Trans fats do not exist in nature. They are laboratory-designed and have adverse health consequences. They
interfere with the body’s production of beneficial fatty acids and promote heart disease. As trans fatty acids
offer no benefits and only clear adverse metabolic consequences, when you see the words partially
hydrogenated on the side of a box, consider it poisonous and throw it in the trash. (Ascherio, A., and W. C.
Willett. 1997. Health effects of trans fatty acids. Am. J. Clin. Nutr. 66 (4 supp.): 1006S–10S.)

ถึงเวลาล้างได้แล้ว
ท่านจำเป็นต้องล้างน้ำมันพืชในร่างกาย ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี 2 สูตร ที่ได้รับการทดสอบจากประชาชนทั่วไปมากกว่าห้าหมื่นคน และ ได้ผล สูตรที่เร็วที่สุด คือ น้ำชามะละกอ (ล้างอย่างเดียว แต่เร็ว)

วิธีทำ : มะละกอดิบที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด
(ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ ใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ ประมาณ 1 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง(อย่า ปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้ว ใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อน หรือ เย็นได้ น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้น จะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ)

สูตรนมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว (ล้างและบำรุง ค่อยๆล้าง)
นมสด โยเกร์ต น้ำผึ้ง มะนาว : ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วย ผสมนมสดชนิดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา และ บีบมะนาว ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม

คุณสมบัติ : ห้วิตามิน B บำรุงสมอง วิตามิน C เพิ่มภูมิต้านทาน, จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำ มันพืช, นมส ให้แคลเซียม

ขอให้ท่านมองดูคนป่วยรอบกายท่าน คนป่วยในสังคม แล้วถามตัวเองว่า
- คนเหล่านั้น ทานน้ำมันพืชแล้วภูมิคุ้มกันมีปัญหา ป่วย แต่ไปรักษาปลายเหตุ ใช่หรือไม่?
- คนป่วยเหล่านี้มากพอหรือยัง เงินที่คนป่วยเหล่านี้ต้องจ่ายซื้อ ยา เงินนั้นอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ?
- เศรษฐกิจพอ เพียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากคนไทยยังไม่ดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งพายาฝรั่งไปเรื่อย ?

Wednesday, October 31, 2012

อุปสงค์ลวง

เราโดนกรอกคำสั่งล้างสมองทุกวันผ่านสื่อที่เราเต็มใจจ่าย
ไม่มีใครในโลกนี้คิดว่าตัวเองเป็นคนไร้เหตุผลแม้แต่คนเดียว
ทุกคนติดว่าตนเองมีเหตุผลที่ดีในการทำสิ่งต่างๆ และมีวิจารณญาณมากพอที่จะดูแลชีวิตตนเองได้ แถมยังเชื่อว่าสิ่งที่ตนเลือกนั้นดีที่สุดแล้วสำหรับตัวเอง

สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่นักโฆษณาและนักการตลาดใช้เป็นเครื่องมือในการขายของ โดยทำให้เราเชื่อว่าตัวเองเห็นความจำเป็นและมีเหตุผลที่ดีในการซื้อสินค้าของเขา เมื่อไหร่ที่ทำให้คุณคิดแบบนี้ได้ เขาก็จะขายของให้คุณได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องออกแรงโน้มน้าวมากนัก เพราะคุณจะขายสินค้านั้นให้ตัวเองอย่างหนักแน่น นี่คือกลลวงที่นักโฆษณาและนักการตลาดใช้ในการขายของให้เหล่าผู้บริโภคที่คิดว่าตัวเองเจ๋งนั่นแหละครับ

ไม่เชื่อลองไปสำรวจดูของในบ้านคุณก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกบ้านจะมีสิ่งของที่คุณซื้อมาแล้วใช้เพียงแค่ครั้งเดียวหรือน้อยครั้งอยู่มากกว่าหนึ่งอย่าง ดีไม่ดีอาจจะเต็มบ้านเลยด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้แหละคือผลพวงจากการหลงในอุปสงค์ลวง

เราลองย้อนกลับมาที่อุปสงค์ขั้นพื้นฐานกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง

อุปสงค์หรือความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์พึงมีก็คือ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ทั้งหมดเรียกว่าปัจจัยสี่ ซึ่งตอนนี้นายทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังยึดกุมตลาดของปัจจัย 3 อย่างแรกจนสิ่งเหล่านี้มีราคาแพงมากขึ้นมาก ทำให้คนชั้นล่างกลุ่มหนึ่งแทบจะไม่สามารถหาเงินมาเพื่อซื้อปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ได้อีกแล้ว

ลองสังเกตกันให้ดีๆนะครับว่า ทุกวันนี้ปัจจัยขั้นพื้นฐานต่างๆได้ถูกยกระดับให้มีความแตกต่างกันมากมาย ตั้งแต่แบบพื้นๆไปจนถึงระดับหรูหรา เพราะผู้ขายพยายามที่จะใส่มูลค่าเพิ่มลงไปในสินค้าและบริการของตน และมูลค่าเพิ่มทั้งหลายนี้เองที่ไม่ได้จำเป็นต่อเราอย่างแท้จริง

แต่ที่ต้องใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไปก็เพื่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ลองคิดดูนะครับว่าทรัพยากรของโลกนี้มีจำกัด เงินในกระเป๋าเราก็มีจำกัด การที่จะมาดึงเงินออกจากกระเป๋าเรามันก็ต้องทำอะไรที่พิเศษให้ลูกค้าพอใจหน่อย แม้มันจะไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มจริงๆก็ตาม เป็นการลวงความรู้สึกให้ดูว่ามูลค่ามันเพิ่มขึ้น สร้างอารมณ์เพื่อที่จะกล่อมให้ผู้บริโภคควักเงินซื้อส่วนที่เกินจำเป็นนั้นไปด้วย

ไม่เชื่อลองดูตัวอย่างนี้ก็ได้ ข้าวราดกระเพรา ปกติร้านอาหารตามสั่งขายกันแค่จานละ 30 บาท แต่พอเข้าห้างก็ปรับราคาขึ้นไปเป็น 40-50 บาท พอเข้าไปขายในร้านอาหารก็ปรับเป็น 70-80 บาท เจอร้านหรูๆหน่อย ข้าวกระเพราแสนธรรมดาอาจจะยกระดับขึ้นไปที่จานละ 100-120 กลายเป็นอาหารเหลาไปก็เป็นไปได้

มูลค่าพื้นฐานของข้าวกระเพราะหนึ่งจานจริงๆคือ 30 บาท ส่วนที่เกินมาจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสถานะภาพของสินค้านี่เองที่เรียกว่าอุปสงค์ลวง อุปสงค์ลวงจึงเป็นภาพมายาแห่งความฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็นที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ถูกบังคับให้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ถ้าเราจะสังเกตให้ดีๆก็จะพบว่าคนสมัยนี้ใช้ชีวิตราวกับถอดแบบออกมาจากแคตตาล็อกสินค้า ซึ่งเต็มไปด้วยการสร้างอุปสงค์ลวง ลวงด้วยภาพ ลวงด้วยการสร้างอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทุกอย่างดูดี ดู"สมราคา"ไปหมด และเราก็ไม่อยากให้มาตรฐานชีวิตต่ำกว่านี้อีกแล้ว มันก็เลยเกิดความดิ้นรนที่จะรักษาสถานภาพที่ถูกอุปโลกน์ตรงนั้นขึ้นมาอีก

อย่างคำว่าไลฟ์สไตล์นั่นก็เป็นอุปสงค์ลวงอีกเหมือนกัน ไลฟ์สไตล์คือคำที่ทำให้คุณต้องยึดติดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการทั้งหลายสร้างหมวดหมู่ขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกกลุ่มผู้บริโภค ในการที่จะขายสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย พูดง่ายๆคือ นักโฆษณาและนักการตลาดกำลังกำกับอารมณ์ของผู้บริโภคให้เกิดความต้องการสินค้าที่ตัวเองขาย ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะไม่ต้องการมันจริงๆก็ได้ อันนี้ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของวิชาชีพนักโฆษณาและนักการตลาด แต่เป็นความล่มสลายอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ที่พยายามทุ่มเม็ดเงินสร้างสื่อในการหลอกลวงมนุษย์ด้วยกันเอง เพียงเพื่อที่จะได้มีความมั่งคั่งส่วนเกินที่กินใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด พูดง่ายๆคือผู้ผลิตก็หลงในอุปสงค์ส่วนเกินของตนเหมือนๆกัน

การสร้างอุปสงค์ลวงนี้มีเกิดขึ้นในทุกวงการครับ เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างอุปสงค์ลวงก็ได้แก่ความกลัวตาย ความกลัวเสียทรัพย์สิน ความกลัวว่าจะต้องพรากจากคนที่รัก ความกลัวที่จะต้องเสียสถานภาพ ความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครอง ความภาคภูมิใจในความพิเศษของมัน ความสุขสบายชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งที่ต้องใช้คำว่า"ลวง"ต่อท้ายอุปสงค์ก็เพราะ สิ่งเกินจำเป็นเหล่านี้เป็นไปก็แค่เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกดีเท่ากับเงินที่ต้องควักจ่ายเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นจริงๆ เพราะทุกคนต้องตายอยู่แล้ว ทุกคนต้องพรากจากคนที่รักอยู่แล้ว ทุกคนต้องสูญเสียอยู่แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งนักโฆษณานักการตลาดเองต่างก็รู้ดีตรงจุดนี้ว่าสินค้าและบริการของตนไม่ได้ช่วยใครจริงๆ(หรือรู้แต่ก็พยายามจะพูดให้มันดูดีกว่าความเป็นจริง) แต่ก็ยังจะขายของเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่ถูกปกปิดเหล่านี้ได้เลย

และอย่างที่เคยบอกเอาไว้ในบทความตอนอื่นๆที่ผ่านมานั่นแหละครับ อุปสงค์ลวงก็มีเหตุจากตัณหาความโลภของมนุษย์ เป็นการเอาตัณหามาต่อยอดหากินกับตัณหาผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง ใครโง่ก็เสียเงิน และถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว หากมนุษย์โลกย้อนกลับคืนสู่สภาวะที่อุปสงค์และอุปทานเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานจริงๆในแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ เศรษฐกิจโลกจะต้องหดตัวลงเล็กกว่าปัจจุบันมากมาย บริษัทและองค์กรแสวงหากำไรต่างๆจะล้มหายตายจากไปหมด เพราะบริษัททั้งหมดในโลกล้วนแต่หากินบนอุปสงค์ลวงทั้งนั้น และทุกอย่างที่เป็นทุนนิยมจะล่มสลายลง คนที่อิงอาศัยกับระบบทุนจนพึ่งพาตนเองไม่ได้ก็จะได้รับทุกข์เวทนาไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าเราได้เตรียมการที่จะรองรับวิกฤตแต่เนิ่นๆเสียทั้งแต่วันนี้

ส่วนทางแก้เกมกลอุบายสร้างอุปสงค์ลวงเหล่านี้ไม่มีหรอกครับ เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในยุคสมัยแห่งคนหลอกกินคน จะไปต่อต้านหรือไปฟ้องก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นการหลอกลวงที่ถูกกฏหมาย เราทำได้เพียงแค่ขอให้เราเข้าใจพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ดีๆว่า เราทุกคนล้วนต้องเกิดแก่เจ็บตายหนีไม่พ้นกันทุกคนแม้กระทั่งนักโฆษณาหรือนักการตลาดเองก็ตาม ดังนั้นก็ไม่ต้องหวั่นไหวหวาดกลัวในสิ่งที่เขาพูดหรือสิ่งที่เขาสื่อเพื่อสร้างความกังวล ให้เรา เพราะแม้แต่คำพูดที่นักโฆษณาสื่อออกมาว่าเขาห่วงใยเราก็ไม่จริง เขาแค่ต้องการเงินจากเราเท่านั้น

และถ้านักโฆษณานักการตลาดทั้งหลายได้มาอ่านบทความนี้ ก็ขอให้รู้เอาไว้เถิดครับว่า ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลยสักคนเดียว ได้แค่พยายามกอบโกยไปกอดเอาไว้ชั่วคราว แถมสุดท้าย เอาอะไรไปเท่าไหร่ก็ต้องคืนแก่โลกจนหมดในที่สุด ไม่ว่าจะมีลูกหลานมาสืบทอดกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็เอาไปไม่ได้เหมือนกันทุกคน

ใครที่อ่านบทความนี้จบและเริ่มตระหนักถึงภัยแห่งปรากฏการณ์คนกินคนในระบบทุนที่กำลังใกล้ล่มสลายในวันนี้ ก็ขอให้เตรียมตัวเองและครอบครัวให้พร้อม ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตเพื่อสร้างความแข็งแรงและยั่งยืนให้ตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ระบบทุนล่มจริงๆ อย่างน้อยคุณก็จะได้ไม่ล่มตามมันไปครับ

Wednesday, October 17, 2012

อะไรเอ่ยไปที่ไหนฉิบหายที่นั่น?

คำตอบต่อคำถามนี้...ไม่ใช่นักการเมือง ถึงแม้มันจะใกล้เคียง(ฮา)

เคยสังเกตเห็นไหมครับ ว่าพอเกษตรกรมีปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคาก็มาเดินขบวนประท้วง ปิดถนนบ้าง เอาผลผลิตมาเทปิดทางจราจรบนถนนเรียกร้องให้รัฐดูแลบ้าง ฯลฯ อะไรที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้

ปัญหาทั้งหมดในสังคมล้วนมาจากต้นตอเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนักการเมืองโกงกิน การทุจริตในแวดวงต่างๆ ความฉ้อฉลขององค์กรทุกภาคส่วน ความสามานย์ของนายทุน ความล่มสลายของสถาบันครอบครัวและสังคมโดยรวม ไปจนถึงคนรากหญ้าที่หันมากินเลือดกินเนื้อกันเอง

สิ่งอันเป็นความฉิบหายอย่างสุดยอดที่มนุษย์พึงจะมีได้ในปัจจุบัน ก็คือแนวคิดแบบทุนนิยมนั่นแหละครับ ใกล้ตัวมากจนไม่เคยสังเกต มัวแต่ไปโทษอย่างอื่นหมด แล้วก็แก้ปัญหาไม่เคยได้เลย ไม่เชื่อไปถามอาร์เจนติน่า ไปถามกรีซ ไปถามอิตาลี ไปถามสเปน ที่ตอนนี้กำลังอ่วมดูสิครับ แต่ไม่ต้องไปถามอเมริกานะครับ รายนั้นเขาปากแข็ง แต่สังเกตจากอาการช้ำในได้เพราะปิดไม่มิด(ฮา)

แนวคิดแบบทุนนิยมนั้นก็คือ แปลงทุกอย่างให้เป็นทุน แล้วขับดันมันด้วยอุปสงค์(ความอยาก)และอุปทาน(การสนองความอยาก)

การแปลงทุกอย่างให้เป็นทุนนั้นก็เปรียบเหมือนกับการแลกชิปก่อนเข้าไปเล่นในกาสิโนหรือบ่อนการพนันนั่นแหละครับ พอเข้าไปในกาสิโน เราก็เลือกเล่นเกมอย่างที่เราอยากเล่น กาสิโนก็สนองเราด้วยเกมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเขาคุมเอาไว้หมดแล้วทุกเม็ด ใครทำเงินเกินหน้าเกินตาอาจจะมีการเชิญให้ไปเป็นอาหารสัตว์ได้ในภายหลัง แล้วทีนี้ลองนึกดูนะครับว่า เราจะมีโอกาสชนะหรือร่ำรวยจากการพนันได้จริง หรือได้แค่อารมณ์มันๆคันๆที่เสียเงินเล่นให้หายอยากกลับบ้าน?

เหมือนกันล่ะครับ ระบบทุนบอกกับเราว่าให้แลกทุกอย่างเป็นเงิน(ชิป) เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน แล้วคุณก็จะร่ำรวยล่ะทีนี้ ว่าแล้วเขาก็ผลักคุณให้ลงมาเล่นในระบบทุน ระบบตลาด เขาจัดระบบตลาดเอาไว้ให้หมดแล้ว คุณก็เล่นไปสิ ซึ่งเขาก็บอกแบบนี้กับทุกคนล่ะครับ ทุกคนมีโอกาสรวยเท่าๆกัน(เหมือนซื้อหวยไง) ตั้งแต่ลูกจ้าง ไปจนถึงเกษตรกร ทุกคนแลกชิปเพื่อลงเล่นในระบบทุนหมด จนแทบไม่มีทางเลือกอื่น แต่พอเล่นจริงๆไหงกลับมีไม่กี่ตระกูลที่รวยเอาๆ คนส่วนใหญ่กลับจนลงๆ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็คิดดูว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้ทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้แล้วนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกเอามากๆ

เหตุที่คนรวยในประเทศมีไม่กี่ตระกูลก็เพราะระบบทุนเสรีมักจะจัดหาปัจจัยต่างๆให้เอื้อกับกลุ่มทุนในทุกๆเรื่อง นับตั้งแต่กฏหมาย สิทธิการงดเว้นภาษี ระบบสาธารณูปโภคที่ออกแบบให้เอื้อกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทีมีสายสัมพันธ์ทางการเมือง สายสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบน ก็เอื้อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งนั้น

และปรากฏการณ์ความฉิบหายในทุกๆระดับก็ล้วนแล้วแต่ถูกขับดันด้วยความอยากของผู้คน(ไม่เชื่อไปถามคนที่ต่อแถวซื้อมือถือข้ามวันสิครับ อยากไหม) อันเป็นความอยากตัวเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกมันว่า ตัณหา ซึ่งเป็นของร้อน เป็นสิ่งที่จะนำทุกข์มาให้ แล้วคิดดูครับว่าระบบทุนนิยมซึ่งมีความอยากของผู้คนเป็นแรงขับดัน มันจะให้ความสุขใครได้จริงอีก...ไม่มีนะครับ เป็นภาพฝันลมๆแล้งๆที่ระบบทุนวาดไว้ให้คุณวิ่งไล่เท่านั้น แต่ภาพนั้นไม่เคยปรากฏขึ้นจริงต่อหน้าใครเลย

ฉะนั้นการที่เราเห็นเกษตรกร ชาวนาทั้งหลายต้องดิ้นรน ต้องประท้วงให้พืชผลขายได้ราคาคุ้มต้นทุน ขนาดที่ต้องให้รัฐมาอุ้ม มาจำนำพืชผลก็เป็นเพราะความอยากที่ขับดันอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ไม่เชื่อลองให้เกษตรกรหรือชาวนาใช้โมเดลเศรษฐกิจพอเพียงสิครับ มันจะมีปัญหากันไหม ปัญหาก็หมดไปเพราะเกษตรกรทั้งหลายก็จะมีข้าวปลกกินเป็นอันดับแรก มีกินมีใช้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ความอยากความดิ้นรนมันก็จะน้อยลง ทุรนทุรายน้อยลง เพราะความหิวโหยมันถูกกำจัดไป ไม่ต้องหาเงินเพื่อไปซื้อข้าวปลาที่ตนสามารถปลูกสามารถเลี้ยงเองได้ แต่เมื่อเขาต้องทำเกษตรเพื่อขายแลกเงิน(ชิป) แต่ราคาผลผลิตกลับถูกระบบพ่อค้าคนกลาง รัฐ และระบบตลาดควบคุมอยู่ ถามว่าจะมีเกษตรกรหน้าไหนที่จะร่ำรวยจากการเกษตรอีก(ถ้าไม่ใช่รายใหญ่ที่สามารถมีอิทธิพลต่อตลาดได้) ไม่มีนะครับ  ยิ่งพอได้เงินมาแล้วก็ต้องเอาไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมาทำการเกษตรจนแทบไม่เหลือ แถมยังถูกกระตุ้นจากสื่อให้อยากซื้อโน่นซื้อนี่ ซื้อรถเครื่องขี่เท่ๆ ซื้อมือถือหรูๆเอาไว้ใช้อวดชาวบ้าน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นกับเขาเลยแม้แต่น้อย

ข่าวเกษตรกรประท้วงเรื่องราคาผลผลิตนี่ถือเป็นเรื่องขำขื่นนะครับ เพราะถ้าให้ผมไปเป็นเกษตรกร ผมก็จะไม่ง้อตลาด ไม่ง้อสารเคมีไม่ง้อปุ๋ยเคมีล่ะ จะตัดปัจจัยที่ต้องพึ่งระบบทุนออกไปให้มากที่สุด พึ่งตัวเองให้มากที่สุด ทำไร่ทำสวนทำนาให้ตัวเองได้มีกินมีใช้ก่อนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พอผลผลิตเหลือแล้วค่อยแจกจ่ายสร้างเครือข่ายการพึ่งพาตนเอง เหลือจากนั้นค่อยทำบุญแล้วขาย ทำไปแบบพอประมาณตน ไม่วอกแวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประโคมทุกวัน และไม่ฝากอนาคตไว้กับพืชเชิงเดียวแบบที่เกษตรกรเขาทำกัน ถ้าทำได้แบบนี้ เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากกับเขาได้ ยืนบนขาตัวเองได้อย่างภาคภูมิ ไม่ใช่รอให้นักการเมืองเกณฑ์ไปช่วยก่อม็อบหรือประท้วงจนเกือบจะเป็นอาชีพหลักอย่างเช่นทุกวันนี้

ไม่ใช่แค่ภาคเกษตรนะครับที่แนวคิดระบบทุนได้ทำให้เกิดความฉิบหายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้แต่คนเมืองก็ฉิบหายได้พอๆกัน เพราะคนเมืองเป็นกลุ่มที่รับสื่อมากในทุกๆทาง พูดง่ายๆคือถูกกระตุ้นจากสื่อต่างๆอยู่ตลอดเวลาจนแทบจะโหยหากลายเป็นเปรตอยู่แล้ว จนต้องวิ่งแสวงหา วิ่งหาทางสนองไลฟ์สไตล์ตามที่มีคนบอกให้เป็น ขณะที่การหาเงินก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ อาหารการกินซึ่งถูกผูกกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเพียงไม่กี่รายก็แพงขึ้นเรื่อยๆ แถมคุณภาพห่วยลงๆอย่างเห็นได้ชัด ด้านที่อยู่อาศัยก็แพงขึ้นเรื่อยๆจนจะกลายเป็นอภิสิทธิ์สำหรับคนรวยกันอยู่แล้ว คนเมืองส่วนใหญ่จึงอยู่ในภาวะโหยหา โหยหิวทางจิตวิญญาณกันอย่างมาก เพียงเพราะตัณหาความอยากที่ถูกกระตุ้นจนขีดสุดนั่นเอง

ปรากฏการณ์ความอยากนี้ยังเผื่อแผ่ไปในหมู่ข้าราชการ นักการเมือง และบริษัทเอกชนด้วย ไปที่ไหนก็ทำให้ความอยากเข้าครอบงำ จากคนก็กลายเป็นเปรต รับประทานไม่เลือก ส่งผลให้เกิดการทุจริตงบประมาณ ทุจริตเชิงนโยบายกันอย่างกว้างขวาง อย่างครบวงจร และในปัจจุบันก็ต้องใช้คำว่าโจ๋งครึ่มผนวกลงไปด้วยถึงได้อารมณ์เหมือนที่มันเกิดขึ้นจริง ขนาดเห็นกันจะๆว่ากำลังทุจริตอย่างน่าเกลียด มันก็ยังโกงกินกันต่อไปแบบหน้าด้านๆนั่นแหละ

อีกเรื่องที่เลวร้ายอย่างแนบเนียน ก็เห็นจะเป็นพวกพ่อค้าคนกลางและระบบจัดจำหน่ายสินค้าทั้งหลายที่พยายามหาส่วนแบ่งกำไรให้มากที่สุด โดยหาทางกดหัวผู้ผลิตรายย่อยที่ต้องการเข้าตลาด และปรับราคาขึ้นเอากับผู้บริโภคโดยอ้างโน่นอ้างนี่สารพัด ถ่างช่องว่างของกำไรกินจนพุงกาง ส่วนผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ พวกนั้นเขาก็มีเล่ห์กลที่จะหลอกเอาคืนจากผู้บริโภคเหมือนกัน ไม่งั้นเขาไม่สามารถที่จะขยายกิจการใหญ่โตขึ้นมาได้หรอก ซึ่งกรณีนี้มันยังสามารถเนียนไปได้กับกลไกอันซับซ้อนของระบบตลาดและการจัดจำหน่าย แต่เชื่อเถอะครับว่า พ่อค้าคนกลางนี่สามานย์ไม่แพ้การทุจริตในวงการอื่นๆเลย

ระบบทุนนิยมในปัจจุบันจึงไม่เหมาะกับคนสุจริต ที่ใช้ชีวิตในแบบอุดมคติอีกต่อไปแล้ว เพราะระบบทุนกำลังถูฏขับดันด้วยตัณหาอย่างเข้มข้น คนที่หมดตัณหาอย่างผมเลยต้องมาเขียนบทความแฉความสามานย์ของระบบอย่างที่เห็น แต่ไม่ได้แฉเพื่อที่จะขอช่องว่างเข้าไปหาผลประโยชน์กับระบบนะครับ ไม่รู้จะเอาไปทำห่าอะไร กินก็แค่ 3 มื้อ อยู่ไม่เกินร้อยปีก็ตายแล้ว แต่จะแฉเพื่อให้ผู้คนที่เป็นหมากเป็นเบื้ยให้กับระบบทุนเปรตนิยมเหล่านี้ได้ตื่นขึ้น ตาสว่างขึ้น และลดแรงเสียดทานจากอิทธิพลของระบบทุนต่อปัจจัยต่างๆในชีวิตผู้คนให้น้อยลง เพื่อที่ระบบจะไม่สามารบีบเราได้มากอย่างที่ผ่านๆมาอีก ถ้าใครกล้าหน่อยก็ปลดแอกตัวเองจากเงื่อนไขต่างๆของระบบทุนมันซะเลย

ที่เราถูกบีบคั้นจากปัจจัยและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจต่างๆอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราไปผูกพันเงื่อนไขที่ต้องพึ่งพาระบบทุน ระบบรัฐที่อยู่ในมือเปรต เอ๊ย คนไม่กี่ตระกูลหรอกเหรอครับ

เลิกไร้เดียงสากันได้แล้วครับ เพราะความเป็นจริงโดยพฤตินัย ระบบทุนนิยมไม่ว่าที่ใดในโลก ล้วนเป็นเพียงเครื่องมือให้กับคนไม่กี่ตระกูลเหมือนกันทั้งนั้น เรียกว่าเป็นระบบทาศที่ถูกรับรองโดยกฏหมายรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ที่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศเสรีก็ตกอยู่ใต้ระบบทาสแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ

และถ้าจะหาความจริงจากผู้คนสมัยนี้ก็ต้องปิดหูเลิกฟังเสียงกล่อมแล้วเปิดตาดูแต่พฤติกรรมความเป็นจริงกันล่ะครับ เพราะคำพูดมันโกหกกันได้เป็นไฟนับตั้งแต่นักการเมือง นายทุน จนถึงข้าราชการระดับสูงขี้ฉ้อทั้งหลาย แต่สุดท้ายพฤติกรรมแบบเปรตนั้นมันไม่สามารถโกหกเราได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ทีนี้เห็นหรือยังว่าเรากำลังอยู่ในยุคเปรตครองโลกจริงๆ เพราะมันเอากันซะจนไม่รู้จะเอาจากอะไรอีกแล้ว ก็เลยหันมาเบียดเบียนกินเลือดกินเนื้อกันเอง อย่างนี้เรียกสังคมมนุษย์คงไม่ไหวล่ะครับ

Wednesday, October 10, 2012

มายาการแห่งความพิเศษ

หรูเริ่ดแค่ไหนก็ตายเหมือนกัน..แล้วจะเอาอะไรอีก?
วังเวง..เป็นคำที่ใช้อธิบายความรู้สึกของคนในเมืองใหญ่ได้ดี

เพราะอะไร?

เพราะเราทุกคนได้แต่กระเสือกกระสนทำมาหากินตัวเป็นเกลียว วุ่นวายสาละวนอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าจะที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่ไหนๆ แม้กระทั่งในงานเลี้ยง งานรื่นเริง เราก็พยายามที่จะเป็น Somebody ที่โดดเด่นในสายงาน เราอยากให้มีคนมาสนใจเรา เราอยากเป็นคนพิเศษ เราจึงกระเสือกกระสนดิ้นรนหาความพิเศษ ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ทำให้เราดูไร้ค่าเหมือนๆกันไปหมด

และด้วยปมทางใจของคนในเมืองใหญ่นี้เอง(ที่แพร่กระจายไปสู่ชนบทด้วย) ก็ได้เป็นจุดอ่อนที่นักการตลาด นักโฆษณาทั้งหลายเอามาหลอกดูดเงินออกจากกระเป๋าเรา ผ่านทางโฆษณาและกิจกรรมตามสื่อต่างๆ โดยทำให้เรารู้สึกพิเศษทั้งๆที่มันก็เป็นเพียงความพิเศษที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาให้เราได้เต้นตามเพลงของเขาเท่านั้น แต่เบื้องหลังนั้นเขาคิดสะระตะมาดีแล้วว่ากำไรมหาศาลแน่ๆ

ด้วยกลยุทธการตลาดอันซับซ้อนทางจิตนี้เอง เราจึงมีความรู้สึกว่าเวลาพกพามือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่ดีที่สุดในตลาด เราก็จะรู้สึกพิเศษ ขับรถหรูๆเราก็จะรู้สึกพิเศษ หรือได้รับบริการจากร้านค้าที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ แม้ว่าเขาจะดูแลทุกคนเหมือนๆกันก็ตาม นี่แหละครับที่บอกว่า เรามุ่งแสวงหาความพิเศษกันตลอดเวลาและกลายเป็นช่องให้สินค้าหรือบริการต่างๆ ทำกำไรอย่างงดงาม (มากกว่าที่มันควรจะเป็น) ส่วนเราก็เคลิบเคลิ้มกับสิ่งที่เขาเสนอให้ โดยไม่ทันสังเกตว่าเขาเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋าตังค์ของเราเรียบร้อยแล้ว

อย่างเวลาเราไปซื้อนมให้ลูกดื่ม เราก็จะมองหานมที่ใส่สารอาหารพิเศษอย่าง DHA โอเมก้าทรี หรือ ARA ที่แพงกว่านมธรรมดามาก ทั้งๆที่ร่างกายของเด็กสามารถสังเคราะห์ไขมันที่ดูเหมือนว่าพิเศษเหล่านี้จากไขมันนมได้เหมือนกัน ผมเองโตมากับนมผงธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ด้อยปัญญากว่าใคร และสามารถสรุปว่า ความฉลาดหลักแหลมมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารการกินมากอย่างที่โฆษณาเน้นกันแทบเป็นแทบตาย ดังนั้นก็ไม่ต้องเอาจริงเอาจังการกินให้มากนักก็ได้

หรืออย่างวิตามิน C ที่ใส่แร่ธาตุพิเศษเข้าไปจากเดิม เพื่อเสริมการทำงานของวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพขึ้น หรืออาจจะถูกชูสรรพคุณว่าเป็นวิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ(สกัดมามันก็กลายเป็นสารเคมีแล้วไง) แล้วปรับราคาขึ้นชั้น(แพง)พิเศษไปเลย ทั้งๆที่ร่างกายก็ได้รับวิตามินแร่ธาตุเหล่านี้เพียงพออยู่แล้วจากอาหารที่เรากินเข้าไป...ถ้าเราไม่โง่กินของซ้ำๆเสียเองนะ ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราจะอยู่มาได้ยังไงจนบัดนี้ โดยที่ไม่ได้กินวิตามินหรืออาหารเสริมเหล่านี้เลย..จริงไหม?

ในสมัยก่อนนั้น เราไม่เคยมีอะไรที่พิเศษๆอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ทำไมถึงอยู่กันมาได้? อะไรบ้างที่เปลี่ยนไปจากเดิม?

อย่างแรกก็คือชีวิตที่เร่งรัดและบีบคั้นตลอดเวลาจนเกิดความเคร่งเครียดกดดัน จากการแก่งแย่งแข่งขันในการทำมาหากิน ทำให้เราต้องโยนหน้าที่ในการทำอาหารไปให้กับ ผู้ผลิตอาหาร ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต ให้ช่วยจัดหาอาหารทั้งที่สำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปมาให้เรา โดยที่เราก็ไม่รุ้ว่าเขาใส่สารเคมีอะไรมาให้บ้าง เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปมียาปฏิชีวนะมากแค่ไหน มีสารเร่งเนื้อแดงไหม มีฮอร์โมนเร่งโตสำหรับสัตว์หรือเปล่า ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อให้เนื้อดูสดน่าทานหรือไม่ อาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ตัดแต่งพันธุกรรมหรือไม่ ฯลฯ

พอพวกเรามีชีวิตที่เร่งรีบ เวลาทานอาหารจึงไม่ค่อยมี จึงต้องรีบทานให้มันเสร็จไวๆ การขบเคี้ยวก็ทำได้ไม่ดี บบางคนทานเข้าไปเคี้ยว 2-3 คำก็กลืน ทำให้อาหารย่อยได้ไม่สมบูรณ์ กระเพาะทำงานหนัก สารอาหารดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ แถมเราก็กินอาหารขยะกันตามใจปาก ซึ่งเป็นไปเพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ร่างกายมันจึงทรุดโทรมเพราะทำงานหนักทั้งตอนทำงาน ไปจนถึงการย่อยและดูดซึมสารอาหาร

เมื่อเราไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ เราจึงมองหาอะไรที่มันเร็วๆ สำเร็จรูป ที่สุดเราก็จะโดนล่อลวงโดยโฆษณาบ้าง พนักงานขายบ้าง นักการตลาดบ้าง เพื่อที่จะให้เราซื้ออาหารเสริม วิตามินต่างๆในการบำรุงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้เราได้กลับไปใช้ชีวิตเร่งๆได้ทันท่วงที แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครมีสุขภาพที่ดีขึ้นเลยแม้แต่คนเดียว เพราะพฤติกรรมเร่งรีบนั่นแหละที่ทำลายตัวเราเองอย่างช้าๆ ชนิดที่ใครก็ช่วยไม่ได้

ก็ไม่ต้องไปหาอะไรพิเศษแบบไหนให้ชีวิตหรอกครับ เพราะไม่มีตัวช่วยไหนจะช่วยคุณได้เลย เรื่องเน่าๆทั้งหลายที่เราทำอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เป็นเหตุให้เรามีชีวิต มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ย่ำแย่อยู่ทุกวัน สิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือเอาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายออกไปเสีย แล้วอะไรๆมันก็จะดีขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยพิเศษอะไรเลยด้วยซ้ำ

พอพูดแบบนี้ก็มีคนเถียงว่า เจ็บป่วยแล้วมีเงินรักษาดีกว่า เจ็บป่วยแล้วไม่มีเงินรักษานะ อันนี้มันก็ไม่ถูกเสียทีเดียว

ก็ถ้าคุณเอาเหตุแห่งความเจ็บป่วย เหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ที่คุณทำเพื่อทำลายตัวเองออกไป มันจะต้องใช้เงินมากมายในการรักษาสุขภาพอะไรอีกเล่า

ที่คุณพูดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว ก็เป็นเพียงเพราะคุณห่วงแต่เรื่องเงินเท่านั้น คุณคิดเอาเองว่าเงินจะนำความมั่นคงมาให้กับชีวิต นำความสุข ความสมบูรณ์มาให้คุณได้ คุณไม่รู้ตัวว่าคุณถูกหลอกลวงด้วยมายาภาพแห่งโฆษณาที่บอกว่าชีวิตต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้จึงจะดี โดยไม่เคยกลับไปมองความจริงที่ผ่านมาว่า พ่อแม่ของคุณไม่เคยมีสิ่งที่คุณดิ้นรนแสวงหาอย่างเอาเป็นเอาตายเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แต่ท่านก็ยังอยู่มาได้จนทุกวันนี้

ถามว่าใครจำช่วงเวลาก่อนที่เราจะมีมือถือได้หรือไม่?

ผมเองจำได้ดีว่าชีวิตมันมีความสุขแค่ไหน กับการที่ไม่ต้องมีคนโทรตามงานตลอดเวลาเหมือนคนบ้า และถ้าจะดูกันจริงๆแล้ว มือถือมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย มันแค่สนองความอยากรู้ สนองความกังวลบ้าๆบอๆของเราได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น ส่วนโลกมันก็หมุนไปเหมือนเดิมนั่นแหละ ก็ไม่ต้องเอาโลกมาแบกอีก อย่าไปสำคัญตัวผิดๆ มันอยู่ได้ของมันเองแม้ไม่มีเราก็ตาม

ทุกวันนี้เราโดนมายาทั้งหลายนับตั้งแต่ สื่อต่างๆ ภาพยนตร์ วิทยุ ทีวี อินเตอร์เน็ต ซึ่งพยายามยัดเยียดค่านิยมบ้าๆบอๆเข้ามาในจิตในใจ ให้เรากังวลกับทุกเรื่องมากขึ้น จนกระทั่งต้องดิ้นรนหาอะไรพิเศษๆให้กับชีวิต แล้วนั่นแหละคือช่องทางที่เงินของเราถูกดูดออกจากกระเป๋าของเราเอง เพื่อบรรเทาความกังวลที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นโดยนักโฆษณา คุณซื้อสิ่งต่างๆเพียงเพราะมีคนบอกว่ามันจะช่วยบรรเทาความกังวลของคุณได้ ซึ่งไม่จริงแม้แต่น้อย สุดท้ายแล้วคุณก็จะต้องกังวลกับกลเม็ดถัดไปของสื่ออยู่ดี เขาไม่ยอมให้ชีวิตคุณสงบสุขหรอก เพราะเมื่อไหร่ที่คุณมีความสุขแล้ว คุณจะหยุดใช้เงิน ชัดไหม

ก็ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรพิเศษอีกแล้ว เพราะความพิเศษทั้งหลายมันแค่กลลวงที่มีขึ้นเพื่อขายของให้คุณเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นของที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงกลลวงในการสร้างความกังวลขึ้นมาให้คุณติดกับ แล้วเขาก็มาเสนอการคลี่คลายความกังวลนั้น ด้วยคำโฆษณาที่จัดฉากเอาไว้แล้วว่าสินค้าหรือบริการที่เกินความจำเป็นเหล่านี้จะตอบโจทย์ที่เขาอุปโลกน์ให้เราได้

ผมรับประกัน 100% ว่า พวกเราต้องตายกันทุกคนอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว และเลือกไม่ได้ด้วยว่าจะตายแบบไหน ตายดีหรือตายอนาถ เลือกไม่ได้หรอกครับ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะตายมาตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้นอย่าให้ใครมาหลอกเราอีกเลยว่าจะทำให้ชีวิตเราดีเลิศประเสริฐศรีเหนือระดับกว่าคนอื่น

เพราะสุดท้ายคนขายสินค้าหรือบริการให้เราก็หนีความตายไปไม่พ้นเช่นกัน

Monday, October 1, 2012

ความอัปลักษณ์ของมูลค่าเพิ่ม

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า "มูลค่าเพิ่ม" กันมาบ้างแล้ว

โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของ "มูลค่าเพิ่ม" ที่เราได้ยินได้ฟังนั้น ก็คือการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ คุณสมบัติของสินค้าที่ดีขึ้น ฯลฯ เพื่อให้สินค้ามีมูลค่ามากขึ้น ดึงดูดผู้บริโภคมากขึ้น ขายดีและได้กำไรส่วนต่างจากมูลค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้น

แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มูลค่าของสินค้าส่วนใหญ่ที่มีให้ผู้บริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้นจริงๆเลยครับ มีแต่ราคาเพิ่มขึ้น เพราะมีคนเข้ามาแบ่งส่วนในมูลค่าที่เพิ่มขึ้นต่างหาก

มูลค่าเพิ่มของสินค้าทั้งหลายที่มีในตลาด ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องหลอกลวงของการขายและการตลาดเท่านั้น

ความหมายที่แท้จริงของคำว่ามูลค่าเพิ่มจึงมีเนื้อหาอยู่ที่การขึ้นราคาเสียมากกว่า เพราะมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ที่ถูกใส่มาในสินค้าทั้งหลายนั้น เริ่ม"เกิน"ความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไปมากแล้ว จนกลายเป็นความเยอะ เฟอะ ฟุ้ง อีนุงตุงนัง จนทำให้ชีวิตลำบากยากเย็นขึ้นทุกวันๆ เพราะมันขายกันทุกอย่างจนไม่รู้ว่าจะขายอะไรแล้ว ก็เลยออกอาการหาไอเดียส่งเดชนั่นนู่นนี่มาใส่เข้าไป ซึ่งบางอย่างดูผ่านๆก็เหมือนเข้าท่า แต่พอพิจารณาจริงๆแล้ว มันก็แค่หลอกขึ้นราคาเท่านั้นเอง

Friday, September 21, 2012

มายาการแห่งความสะดวกสบาย

เอ๊ะ นี่ชั้นทำไรลงไปเนี่ย!!
ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่มีแต่ความสะดวกสบาย อยากจะได้อะไรก็มีคนทำมาขายสนองความต้องการของเราในทุกรูปแบบจนเราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่คุณมีเงินก็สามารถเสกทุกอย่างที่ต้องการได้แล้ว

ไม่เชื่อลองไปดูสิครับว่ามีขายทุกอย่างจริงๆ และคำโฆษณาของสินค้าและบริการต่างๆที่ขายในท้องตลาดนั้นก็แทบจะเป็นใจความเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ มันจะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

สิ่งนี้สะท้อนว่า ชีวิตเราทุกวันนี้ยุ่งยากมากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับมือไหวแล้ว ก็เลยต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาเป็นตัวช่วยมากมาย แต่สินค้าและบริการเหล่านี้เป็นตัวช่วยได้จริงๆ หรือเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงที่ทำให้ชีวิตเรายุ่งยากมากขึ้นในภายหลัง?

คำตอบนั้นชัดอยู่แล้วครับ เพราะเจตนาของคนขายของก็คือขายของให้ได้เงิน และทำยังไงก็ได้ให้ได้เงินจากลูกค้าต่อเนื่องไม่ขาด สินค้าหรือบริการทั้งหลายจึงมีเงื่อนไขทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้นแอบแฝงมาด้วยเสมอเพื่อการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเงื่อนไขที่ซ่อนเร้นเสียมากกว่า และส่วนที่ซ่อนเอาไว้นี่เองที่ทำให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้นในภายหลัง เพราะสินค้าและบริการส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้เป็นระบบทาที่หาวิธีดูดเงินจากเราตลอดเวลา

Monday, September 17, 2012

งานวิจัยกำมะลอ

ผมเคยสับสนกับงานวิจัยอาหารอยู่สองตัว ที่ผลการวิจัยออกมาขัดแย้งกันเสมอ นั่นก็คือ กาแฟ กับ ไข่ไก่

ไม่รู้ใครเคยเห็นงานวิจัยที่ขัดแย้งกันเองสำหรับอาหารสองอย่างนี้เหมือนผมหรือเปล่านะครับ แต่ผมเห็นมันมาตลอด จนเมื่อเร็วๆนี้ก็ยังเห็นความขัดแย้งในผลการวิจัยไข่ไก่ที่เกิดขึ้นอยู่เลย

งานวิจัยบางงานบ่งบอกว่ากาแฟเป็นพิษต่อร่างกาย ดื่มแล้วจะเป็นพิษสะสมในร่างกายทำให้สุขภาพไม่ดี
แต่งานวิจัยที่ออกมาทีหลังก็แก้ไขความขัดแย้งว่า ดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า หัวใจทำงานได้ดีขึ้น จากนั้นมา ผมก็เห็นผลของงานวิจัยกาแฟออกมาขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ตลอด

เรามาที่ไข่ไก่บ้าง ผลของงานวิจัยล่าสุดที่ผมได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบอกว่า กินไข่ไก่มากๆทำให้เกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูง แต่ก่อนหน้านั้นก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับไข่ไก่ออกมาหลายงานแล้ว ซึ่งผลการวิจัยก็ขัดแย้งกันเองมาตลอด บางงานวิจัยว่ากินไข่ไก่ไม่ได้มีผลต่อคอเลสเตอรอลในเลือด บางงานวิจัยก็ว่าทำให้คอเลสเตอรอลสูง