Friday, September 20, 2013

ปัจฉิมกาลทุนนิยม

ทุนนิยมทำลายตัวเองได้เร็วกว่าคอมมิวนิสต์เสียอีก ขำขื่นว่ะ
เมื่อหลายปีก่อนผมเคยคิดเหมือนกันครับว่า ธุรกิจโตแล้วไปไหน? ขยายกิจการ เติบโต แตกบริษัท เข้าตลาดหุ้น สู่ตลาดโลก แล้วไปไหนต่อ ออกไปทำธุรกิจนอกโลกงั้นรึ?

จวบจนกระทั่งเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551-52 รวมถึงวิกฤตการเงินเรื้อรังหลังจากนั้นเป็นต้นมา ซึ่งได้เผยให้เราเห็นความอัปลักษณ์ของระบบทุนที่กัดกินตัวเอง จนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้ของชนชั้นบนกับชนชั้นล่างห่างกันอย่างมาก คนรวยก็รวยยิ่งขึ้น รวยจนไม่รู้จะรวยกันยังไง ขณะที่คนจนก็หมดสิทธิ์ที่จะลืมตาอ้าปากได้อีกเลยไม่ว่าจะชาตินี้ชาติหน้า

แม้แต่คนชั้นกลางเองก็เริ่มอยู่ยากมากขึ้น เพราะถูกระบบกดขี่ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนกระทั่งจบมาเป็นทาสแรงงาน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจมากมายที่พาเหรดกันออกมาแสดงตัวให้เราเห็นแล้วว่า ระบบทุนนิยมที่เคยมีมานั้น มันไปต่อไม่ได้เสียแล้ว ถึงจุดจบเสียแล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นความจริงของภาพลวงแห่งความมั่งคั่งทั้งหลาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก ในการกล่อมให้ผู้คนได้เคลิ้มและวิ่งไขว่คว้าหาความมั่งคั่งปั่นระบบเศรษฐกิจให้คนกลุ่มเล็กๆที่เรียกว่านายทุน

Thursday, August 8, 2013

สงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มขึ้นแล้ว

สงครามโลกครั้งที่ 4 อาจจะเป็นสงครามที่คนกินกันเองน่ะนะ
การวิเคราะห์นี้มาจากการประมวลผลข้อมูลส่วนตัว จากความเป็นจริงที่ปรากฏ และเป็นความเชื่อส่วนตัวเท่านั้น ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องมาถกเถียงเอาความกับข้าพเจ้าเลย

จั่วหัวซะน่ากลัว เพราะช่วงนี้เราจะเห็นสถานการณ์โลกในด้านต่างๆบ่งชี้ไปทางนี้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การเงินการคลัง และเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ตลอดจนถึงนโยบายการเงินการคลังของประเทศต่างๆที่มีลักษณะออกไปในทาง "หนีตาย" ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหนีตายจากอะไร แต่ที่เห็นๆคือ ทุกประเทศหนีตายด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเหมือนกันหมด

ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เริ่มไปพักใหญ่แล้วครับ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัว!!!

Wednesday, July 10, 2013

จุดมุ่งหมายนั้นท่านได้แต่ใดมา?

ความสำเร็จคือการดิ้นรนจากเกาะเล็กๆ ไปติดบนเ่กาะที่ใหญ่กว่า(ฮา)
ผมเชื่อว่าทุกคนมีจุดหมายของชีวิต ผมเองก็เคยมีจนกระทั่งเข้าใจว่าจุดหมายที่ผมเคยมีนั้นมันมาจากไหน ผมก็เลยตัดสินใจที่จะไม่มีจุดหมายเสียดีกว่า

นับตั้งแต่เรายังเด็กๆ เราก็ถูกสอนให้รู้จักการตั้งเป้าหมายเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ถูกฝึกฝนให้ตั้งเป้าหมายใหญ่ขึ้น ถูกสอนเรื่องราวของคุณค่าเพื่อให้เรารู้สึกว่าจุดมุ่งหมายทุกอย่างมีคุณค่าควรแก่การไขว่คว้าและทำให้เรามีคุณค่า เราทุกคนก็เลยได้ฝึกวิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งเพื่อไขว่คว้าอะไรสักอย่างตามที่สอนๆกันมาอย่างเคร่งเครียด โดยคนสอนเองก็วิ่งขาขวิดเหมือนกันกับม้าในสนามแข่งม้าที่นางเลิ้ง ซึ่งก็ไม่มีใครรู้เลยจริงๆว่าวิ่งกันไปทำอะไร ไม่วิ่งไม่ได้หรือไง

รู้ไหมครับว่า เราวิ่งกันไปทำไม?

หลายคนก็ตอบว่าวิ่งไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า วิ่งไปเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย วิ่งไปเพื่อครอบครัว ฯลฯ

Thursday, June 27, 2013

มายาการของการสื่อสารและโฆษณา

ทุกอย่างที่ตัวหีบห่อสื่อออกมาเพื่อดึงดูดให้เราตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นทั้งนั้น
วันนี้มาว่ากันด้วยหัวใจแห่งการสื่อสารและโฆษณา อันเป็นหัวใจแห่งการหลอกลวงในระบบทุนกันดีกว่า และที่ต้องมีคำว่าการสื่อสารเข้าไปด้วยก็เพราะตอนนี้เราถูกปิดกั้นปิดบังและบิดเบือนข้อมูลมากขึ้นในทุกทางทุกวงการอย่างน่ากลัว

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมาผมเดินทางไปดูที่ดินที่ จ.เพชรบูรณ์ ขากลับได้นั่งคุยกับนายหน้าที่ร้านอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งไม่ไกลจากแปลงที่ดินที่เราไปดู นายหน้ารายนี้เล่าว่า ทุกวันนี้ทำมาหาเงินไม่พอจะกิน แค่นั้นล่ะ ผมอดสงสัยไม่ได้ก็เลยถามไปว่ามีที่กี่ไร่? เขาตอบว่าสิบกว่าเกือบ 20 ไร่ ผมก็ถามกลับว่าอาหารน่ะปลูกกินเองได้ทำไมไม่ปลูก นายหน้าคนนั้นถึงกับงง ทั้งๆที่ได้เคยไปเยี่ยมเยียนศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องของ อ.ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) มาแล้วด้วยซ้ำไป
ถึงตรงนั้นผมก็ได้รู้ว่า เขาถูกหลอกให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหาเงินไปซื้อข้าวกิน ถูกหลอกว่าให้ใช้เคมีในการเกษตรเพื่อผลผลิตที่ดีได้มาตรฐาน แต่พอเอาผลผลิตไปขาย กลับถูกกระบวนการรับซื้อผลผลิตปิดบังข้อมูลทุกขั้นตอนเพื่อกดราคาขาย ไม่ว่าจะเป็นการชั่งน้ำหนักที่เกษตรกรไม่ได้เห็นกับตาว่าทางผู้รับซื้อชั่งได้นำหนักเท่าไหร่ ความชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ

Thursday, June 20, 2013

การศึกษาในกะลาของทุนนิยม

ระบบการศึกษาคือระบบเพาะพันธุ์ปศุสัตว์มนุษย์ดีๆนี่เอง
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเราถึงไม่ได้ใช้วิชาส่วนใหญ่ที่เราเคยเรียนกันแทบเป็นแทบตายทั้งในโรงเรียนกับในมหาวิทยาลัย สงสัยไหมครับว่าทำไมมันถึงต้องแข่งกันตลอดชีวิตนับตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งตายลงหลุม ยิ่งอายุเยอะขึ้นการแข่งขันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้เหตุผล

ที่ตลกคือเนื้อหาวิชาที่เราใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวันจริงๆทุกวันนี้มันก็แค่อ่านออกเขียนได้ บวกลบคูณหารเป็น พูดจารู้เรื่องเท่านั้น แม้กระทั่งอาชีพวิศวกรที่ผมเคยทำมาสิบปีก็แทบจะไม่ได้ใช้วิชาการที่เรียนมาเท่าไหร่เลย ใบปริญญาพอสมัครงานได้ก็แทบไม่ต้องใช้แล้ว ส่วนไอ้ที่แข่งขันกันเอาเป็นเอาตายตั้งแต่ระดับลูกจ้างกระจ๊อกไปจนถึงเจ้าของกิจการใหญ่น่ะ เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าแจะแข่งกันไปทำไม ในเมื่อเราก็กินข้าวแค่ 3 มื้อต่อวันเท่านั้นเอง แข่งกันเพื่อความมั่งคั่งส่วนที่เกินจำเป็นงั้นเหรอ?

Wednesday, June 5, 2013

ระบบทุนนิยมกับธรรมชาติเดิมของมนุษย์

เหตุที่การพัฒนาทำให้ทุกข์มากขึ้น ก็เพราะมันเป็นไปเพื่อการขายสินค้าเท่านั้น
ผมขอเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า

ระบบเศรษฐกิจหรือมนุษย์เกิดมีมาก่อนกัน?

คงจะได้คำตอบในใจกันไปแล้วนะครับว่าอะไรเกิดก่อน ที่ต้องอ้างอิงถึงขนาดนี้ก็เพราะว่า จริงๆแล้วมนุษย์เราก็คือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ ภูเขา น้ำทะเล สิงสาราสัตว์ทั้งหลายที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบโดยรวมที่เรียกว่าธรรมชาติเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของ มาจนถึงการใช้ระบบเงิน ระบบเครดิตอย่างในทุกวันนี้ ถือได้ว่ามาทีหลังความเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของมนุษย์อย่างแน่นอน

ธรรมชาติเดิมของมนุษย์นั้นก็เหมือนธรรมชาติทั้งหลายที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตามวันเวลาที่ถูกกำหนดโดยการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ น้ำขึ้นน้ำลง ข้างขึ้นข้างแรม และสภาพภูมิอากาศสภาพภูมิประเทศในแต่ละท้องถิ่น บรรพบุรุษเราเคยใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขตามธรรมชาติ ไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีภาระให้ต้องยุ่งยากคับแค้นดังเช่นทุกวันนี้ ก็แค่ใช้ชีวิตไปจะทำให้มันยากทำไม

Thursday, May 30, 2013

ความจนกับความรู้สึกว่าจน

โดนครอบงำให้เป็นแค่ผู้บริโภคมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วจะเป็นอิสระได้ยังไง?
ใครรู้สึกว่าตัวเอง "จน" บ้างยกมือขึ้น

ผมเชื่อว่าต่อคำถามข้างต้นนี้จะทำให้คนเกือบทั้งหมด ยกมือกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีรถขับ มีบ้านอยู่ มีเงินเป็นล้านๆก็ตาม

เพราะอะไร? เกิดจากอะไร? ทำไมเราถึงยังรู้สึก"จน" อยู่ แม้เราจะมีข้าวกินอิ่ม 3 มื้อ มีบ้านอยู่ มีรถขับก็ตาม?


ความรู้สึก"จน"ที่ว่านี้เป็นมายาภาพที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการทั้งหลายร่วมมือกันสร้างขึ้น เพื่อให้เรารู้สึกว่าชีวิตยังไม่ดีพอ โดยสร้างเงื่อนไขว่า ถ้าจะให้ชีวิตดีพอก็ต้องเป็นแบบที่เขานำเสนอในโฆษณาสินค้าถึงจะเรียกว่าดีจริง

Monday, May 20, 2013

ความล่มสลายแห่งวิถีปัจเจกนิยม

ผมเห็นบ้านเศรษฐีหลายหลังมีรั้วสูง กะคร่าวๆน่าจะประมาณ 4 เมตร มีรั้วลวดหนามอยู่ข้างบนกำแพงอีกทีหนึ่ง มีกล้องวงจรปิดทั้งในและนอกตัวบ้าน มีหมาดุๆไว้เฝ้าบ้าน ลูกกรงเหล็กแน่นหนาจนนึกไม่ออกว่าจะมีไอ้บ้าที่ไหนกล้าเข้าไปขโมยของ ทั้งหมดนี้ทำให้ผมแปลกใจว่านี่โลกเราเจริญกันขนาดต้องสร้างคุกขังตัวเองกันขนาดนี้เลยหรือ? นี่เรากำลังอยู่ในยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือยังไง? ทั้งๆที่มองไปรอบๆตัวมีแต่ความเจริญ

ไม่แค่รั้วบ้านเท่านั้นนะครับที่สูงจนใจหาย แต่ความเป็นปัจเจกของผู้คนสมัยนี้ก็สูงจนทำให้คนมากมายแปลกแยกออกจากเพื่อนบ้านจนแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปเลย บางบ้านอยู่ติดกันยังไม่รู้จักกันเลยก็มี หรือดีไม่ดี แค่เราเผลอไปมองหน้าใครบางคนก็อาจจะถูกฆ่าเอาได้ง่ายๆ มันบ้ากันขนาดนี้แล้วจริง

วิถีแห่งปัจเจกนิยมนี่แหละครับคือต้นเหตุของปรากฏการณ์ตัวใครตัวมันที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้

Monday, May 6, 2013

การผูกขาดแฝงในระบบทุนนิยม

ว่ากันตามอุดมคติของระบบทุนนิยมแล้ว ทุนนิยมคือระบบการค้าเสรีที่ไม่มีขีดจำกัด มีการแข่งขันกันอย่างเสรีเปิดเผยไม่ปิดกั้น โอกาสทางธุรกิจจึงเป็นของทุกคนไม่ว่าจะรวยจะจน และเชื่อกันว่าการแข่งขันเสรีนี่เองที่จะทำให้ไม่มีการผูกขาดขึ้นในระบบ เพราะจะมีธุรกิจหน้าใหม่ๆเข้ามาท้าชิงตำแหน่งที่หนึ่งเสมอ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อธุรกิจเติบ "ใหญ่" ถึงจุดหนึ่ง ทฤษฎีข้างต้นก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะบริษัทนั้นจะครอบคลุมปัจจัยความจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้คนไปเกือบจะหมดทุกเรื่อง ซึ่งคนในระบบทุนนั้นถูกเลี้ยงดูและสอนกันมาแบบให้พึ่งพาระบบด้วยการซื้อและบริโภคอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาบริษัทผลิตสินค้าเหล่านั้นจนเกิด "การผูกขาดแฝง" ขึ้น ชนิดที่กฏหมายทำอะไรไม่ได้ ตัวอย่างก็เช่นบริษัทผลิตปิโตรเลี่ยมและน้ำมันยี่ห้อหนึ่งที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักในโลกไซเบอร์นั่นเอง

นอกจากการผูกขาดแฝงในลักษณะสร้างเงื่อนไขความจำเป็นให้เกิดกับผู้บริโภคแล้ว บริษัทยักษ์เหล่านี้ก็ยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะผูกขาดช่องทางหารายได้ต่างๆ จนธุรกิจรายย่อยที่อยู่ในตลาดเดียวกันไม่สามารถยืนอยู่ได้ เช่น การบังคับขายเหล้าพ่วงเบียร์เพื่อให้เบียร์ยี่ห้อใหม่ได้เกิดในตลาด หรือ โมเดิร์นเทรดเรียกเก็บค่าวางสินค้าบนชั้นวางและรีดค่าทำโปรโมชั่นและของแถมอีกมากมาย โดยที่โมเดิร์นเทรดเหล่านี้ไม่ต้องออกเงินเลย ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยแทบจะไม่มีกำไรและไม่มีทางเลือกอื่นที่จะกระจายสินค้าของตนไปสู่ผู้บริโภควงกว้าง อีกตัวอย่างหนึ่งก็เช่น เครือร้านอาหารใหญ่รายหนึ่งสามารถที่จะกดดันห้างสรรพสินค้าไม่ให้รับผู้ค้าที่ทำธุรกิจแบบเดียวกับตนเข้ามาตั้งร้านแข่งในห้างเดียวกันได้

Wednesday, April 17, 2013

นรกเสรีอาเซียน

การเปิดเสรีการค้ามันก็แค่โอกาสหาทาสเพิ่มของนายทุนเท่านั้น
ถึงเวลาที่ต้องยกหัวข้อนี้ขึ้นมาเขียนก่อนเพราะเรากำลังถูกเป่าหูผ่านสื่อกระแสหลักมากมายว่าเมื่อเปิดเสรีการค้าอาเซียนแล้วเศรษฐกิจจะดีชึ้น พัฒนาขึ้น โอกาสจะเปิดกว้าง แต่ต้องถามว่ามุมมองทั้งหมดที่ถูกนำเสนออย่างสวยหรูนั้นเป็นมุมมองของใคร พูดเพื่อใคร แล้วสุดท้ายใครจะได้ประโยชน์จริงๆ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการพัฒนานะครับ ถ้าการพัฒนานั้นเป็นการพัฒนาที่แท้จริง แต่ส่วนใหญ่ที่บอกว่าเป็นการพัฒนานั้นกลับกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อย่างเอารัดเอาเปรียบของคนกลุ่มเดียวเสียมากกว่า

การพัฒนาที่แท้จริงเท่าที่เห็นในโลกนี้ก็มาจากในหลวงของเรานั่นแหละครับที่เป็นของแท้ๆ เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจริงๆ ของภาคส่วนอื่นที่เขาทำๆกันส่วนใหญ่นั้นมีจุดประสงค์แฝงในการแสวงหาผลประโยชน์กับคนตัวเล็กๆเสียมากกว่า แต่ก็นะ คนไทยยังตาบอดกันอยู่มาก เลยมองไม่เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำและทรงเตือนอยู่ตลอดเวลา

Friday, March 29, 2013

พุงปลาและตาอยู่

นี่คือเนื้อแท้ของระบบทุนนิยมครับ
เด็กรุ่นใหม่ๆคงจะงงกับชื่อเรื่อง แต่คนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่หรือวัยกลางคนคงจะเคย ได้ยินเพลง "ตาอินกะตานา" อันมีเนื้อหาว่าทั้งสองหาปลาเอามากินกัน แต่ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียวก็คว้าพุงปลาไปกินซะงั้น

โดยนัยของพุงปลานั้น คนรุ่นเก่าๆจะบอกว่ามันเป็นส่วนที่อร่อยที่สุดของปลาครับ หรือตีความได้ว่ามันเป็นส่วนที่มีค่ามากที่สุดของปลานั่นเอง

ในสมัยก่อนที่บรรพบุรุษของเราปลุกข้าวปลูกผักกินเองนั้น ชีวิตช่างเรียบง่ายเหลือเกิน ปลูกเองกินเอง ปลูกเพื่อกิน มันถูกบังคับให้มีกินก่อน จะดิ้นไปสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เลย เหลือก็แบ่งปัน ทำบุญ ถ้าเหลือจากแบ่งปันก็ค่อยเอาไปขาย ถ้าใครคุ้นๆหลักการนี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะหลักการนี้ก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นว่าให้เราท้องอิ่มก่อน อุดมสมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยเกื้อกูลค้าขาย เวลาออกไปขายของจะได้ไม่ดูเหมือนเปรตหิวเงิน

แต่เมื่อระบบทุนนิยมเข้ามาด้วยหลักการที่ว่าเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นทุน ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อความสะดวก ซึ่งแรกๆนั้นมันก็สะดวกจริง แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ระบบทุนนิยมเปลี่ยนไปกลายเป็นทุนนิยมแบบเปรตคือหลอกล่อแย่งชิงเงินและทรัพยากรกันอย่างบ้าคลั่ง เงินก็เลยกลายเป็นวัตถุอันตรายไปในทันที เพราะกลายเป็นพุงปลาให้ตาอยู่เข้ามาคว้าไปกิน

Monday, March 25, 2013

เปิดโปงสุขภาพช็อคโลก!!


วันนี้ขอคัดลอกเรืื่องราวอันชวนช็อคมาไว้ในบลอกนี้ให้ได้อ่านได้แบ่งปันกันครับ เครดิตของท่านผู้แปลอยู่ตอนท้าย ใครต้องการติดตามข่าวสารก็เข้าไปตามลิงค์ได้เลย
----------------------------
เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!

เรื่องราวต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นความสำคัญระดับโลก ซึ่งผมWellness 2012ได้พยายามเผยแพร่แนวคิดและความรู้ด้านนี้มาตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2012เป็นต้นมา แนวคิดและความรู้ด้านนี้เป็นการพลิกโต๊ะ…..ล้มกระดาน….ล้มคว่ำอวิชชา ..ความหลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า60ปี

แน่นอนว่าต้องฝืนกระแส ฝ่าแรงเสียดทานอีกมากกว่าที่คนจะเปิดสมองเปิดใจรับอย่างดุษฎี

แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ….แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าหากคุณไม่เชื่อ….คุณต้องกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยเอาชีวิตและสุขภาพของคุณเองเป็นเดิมพัน….ถูกคืออะไร ผิดคืออะไร
ไม่มีใครสามารถเป็นตัวประกันแทนตัวคุณเองได้

Friday, March 22, 2013

เมืองมายา มายาเมือง

เห็นสวยๆอย่างนี้มันก็แค่โชว์น่ะนะ กินก็ไม่ได้
เมื่อพูดถึงคำว่าเมือง ทุกคนก็จะคิดถึงภาพของตึกรามบ้านช่อง รถรามากมาย ความสะดวกสบายหรูหรา และนึกเอาว่าเป็นเมืองแห่งโอกาส ที่ผู้คนแต่งตัวสวยๆ ออกจากบ้านไปทำงานสบายๆ มีเงินใช้ มีรถขับ มีบ้านหรูๆอยู่ มีมาตรฐานในการดำรงชีวิตสูง ทำงานห้องแอร์เย็นฉ่ำ ขนาดออกกำลังกายก็ยังอยู่ในห้องแอร์ ไม่ต้องตากแดดตากฝนเหมือนเกษตรกร

ภาพแห่งความเป็นเมืองที่กลายเป็นมาตรฐานชึวิตที่ทุกคนใฝ่ฝันและกระเสือกกระสนดิ้นรนหานั้น เป็นภาพลวงสื่อนำเสนอออกไปเพื่อที่จะขายของ เพื่อที่จะกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้กระเสือกกระสนไปให้ถึงมาตรฐานที่ได้จัดตั้งขึ้น และมาตรฐานเหล่านี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ นัยว่าสร้างมาตรฐานใหม่ให้สูงๆเข้าไว้ เพื่อให้ทุกคนดิ้นรนแสวงหา สินค้าต่างๆก็จะได้ทำยอดขายได้ กอบโกยได้เยอะๆ โดยไม่ได้สนใจว่า ใครจะต้องเป็นหนี้ ใครที่วิ่งตามไม่ทัน หรือขยะจากสินค้าเก่ามันจะล้นโลกเร็วแค่ไหนกับสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆที่ประกอบฉากขึ้นเป็นเมืองๆหนึ่ง

Tuesday, March 5, 2013

มายาการแห่งเงินตรา

ตั้งแต่เกิดมาจนโตป่านนี้ เราถูกสอนว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็น เงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ในระบบทุนก็เป็นแบบนั้น ทุกคนที่มีทรัพย์สินอยู่ ก็พยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงิน จึงกลายเป็นค่านิยมว่ามีเงินแล้วจะร่ำรวย มั่งคั่ง งานหรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้เงินกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าไป ถึงขนาดที่ว่าการให้เงินก็คือการแสดงความรักไปแล้วก็มี

ด้วยค่านิยมที่เชิดชูเงินเป็นใหญ่แบบนี้เองที่ทำให้ทุกคนวิ่งหาเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำทุกวิถีทางแม้บางครั้งจะโลภจนน่าเกลียดแต่ก็พร่ำบอกตัวเองว่าด้านได้อายอด จนหลายๆคนหน้าตาดูเป็นเปรตมากกว่าคนไปแล้วก็มี

Thursday, February 14, 2013

อิสรภาพรายเดือน

smartphone ถ้าใช้แบบบ้าคลั่งอาจจะทำให้เป็น stupid userได้
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเคยผ่านตาโปรโมชั่นของค่ายมือถือว่า จ่ายเงินเท่านี้ คุณมีสิทธืโทรฟรี 200 นาที อะไรประมาณนี้

ผมอ่านแล้วทั้งตลกทั้งหงุดหงิด ก็มันจะโทรฟรีตรงไหน กรูจ่ายเงินไปแล้ว มึงยังจะมาเคลมว่าโทรฟรีอีกเหรอเนี่ย ดูนะครับอาชีพเขียนก็อปปี้นี่โคตรจะโกหกเลย

ไม่ใช่แค่มือถือนะครับ ทุกอย่างที่คุณคิดว่ามันอำนวยความสะดวกให้คุณ ช่วยให้คุณมีความสุขสนุกสนาน อย่างรายการทีวีทั้งหลาย อินเตอร์เน็ต ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนมือถือ แท็บเล็ต ทุกอย่างในชีวิตล้วนนำมาซึ่งความสุขและอิสรภาพรายเดือนให้ต้องแบกกันอานทั้งนั้น ไม่เชื่อลองไปถามคนมีบัตรเครดิตสิ ใช้บัตรจ่ายค่าอะไรไปบ้างจำไม่ได้หรอก พอใบแจ้งหนี้มา เห็นลมแทบจับกันเกือบทุกคน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพกันอีกไหม

Tuesday, February 5, 2013

มนุษย์ในฐานะทรัพย์สินของระบบทุน

ชนชั้นกลางที่คิดว่าตัวเองเจ๋ง มันก็แค่เจ๋งในกรอบนั่นแหละ
นับตั้งแต่เกิดมา เราจะถูกสอนว่าให้ขยัน ตั้งใจเรียน เรียนหนังสือให้เก่งๆ สอบให้ได้ที่ดีๆ เรียนให้สูงๆ หางานดีๆเงินดีๆทำจะได้ร่ำรวยมีเงินมีทอง มีบ้านอยู่ มีรถขับ เดี๋ยวเกียรติยศชื่อเสียงจะมาเอง

ทั้งหมดที่ว่ามานี้เราทุกคนหลงเข้าใจผิดคิดว่า เราถูกสอนให้สู้เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว

แต่พอเติบโตขึ้นมาจริงๆ เรากลับต้องทำงานหนักถึงหนักมาก กินอาหารไม่มีประโยชน์และไม่เป็นเวลา เคร่งเครียดกับความบีบคั้นกดดัน นอนดึกตื่นเช้า ต้องกระเสือกกระสนฝ่ารถติดไปทำงาน เจ้านายก็เขี้ยว ลูกน้องก็ไม่เอาไหน มีลูกก็ต้องกระเสือกกระสนหาทางส่งมันเข้าไปเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่ออนาคตที่ดี ดันไปเจอครูบาอาจารย์วิญญาณเปรต เรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะแพงๆ จนไม่มั่นใจว่าลูกเราจบมาจะเป็นคนดีหรือคนโกง มีบ้านหลังใหญ่ๆก็ไม่ได้อยู่ อาศัยเอาแค่ซุกหัวนอน แถมต้องผ่อนกันหัวโต สุดสัปดาห์ก็หมดแรงชื่นชมบ้านตัวเอง แร่ดๆออกไปหาสิ่งบันเทิงเริงใจข้างนอกจนหมดแรงกลับบ้านอีก มีพ่อแม่ก็ทำได้แค่ส่งเงินให้ท่านแต่ไม่มีเวลาไปดูแลด้วยตัวเอง ชีวิตบัดซบขำขื่นแบบนี้คงมีแต่ในระบบทุนนิยมแน่ๆ

Thursday, January 24, 2013

อารยธรรมแห่งความยุ่งยากและคับแคบ

เยอะแบบนี้น่าจะไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ดีกว่าไหม?
ทุกๆเช้าในกทม.เราจะได้เห็นภาพที่ผู้คนมากมายขับรถยนต์จำนวนมากมายออกมาออกันบนถนน ทำให้รถติดอย่างหนักจนถนนดูเหมือนเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่เข้าไปทุกวัน ผู้คนก็ตึงเครียด ตาขวาง ได้แต่บ่นขรมว่าชีวิตไม่มีทางเลือก

จริงหรือที่ว่าไม่มีทางเลือก?
หรือมีแต่ตัวเลือกที่อุปโลกน์ขึ้นจากผู้ผลิต นักโฆษณา และนักการตลาด?
แล้วทำไมตัวเลือกที่โฆษณาตัวเองซะดิบดีว่าจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ดีขึ้น กลับทำให้ทุกๆอย่างในสังคมโดยรวมมันยุ่งยากมากขึ้น บีบคั้นคับแคบมากขึ้น กระเสือกกระสนดิ้นรนมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เอ....หรือคุณก็ไม่เคยตั้งคำถามในลักษณะนี้กับชีวิต เพราะมันอาจจะเป็นคำถามที่คุณไม่กล้าเผชิญหน้ามันก็ได้

ความยุ่งยาก ความคับแคบ บีบคั้นทั้งหมดที่ว่ามานี้เกิดจากหลักการของระบบทุนนิยมเอง ซึ่งระบบทุนเป็นระบบที่เปิดให้มีการแข่งขันเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ผู้อ่อนแอย่อมปราชัย หลักการนี้ก่อให้เกิดการเบียดเบียนแย่งชิงกันอย่างถูกกฏหมาย(ไม่เชื่อไปถามอเมริกาหัวหอกใหญ่สิจริงไหม) แม้กระทั่งระบอบการปกครองประชาธิปไตยก็ไม่ได้ช่วยแก้อะไรเพราะเขาเปิดให้แข่งขันเสรี จะเบียดเบียนกันยังไงก็ได้ กติกามีแค่ห้ามฆ่าแกงหรือทำร้ายกันตรงๆ แต่เขาไม่ได้ทำร้าย ทำลายกันในทางเศรษฐกิจเสียที่ไหน

Thursday, January 17, 2013

มายาการแห่งค่านิยม

ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็เป็นทาสทุนไปทุกเรื่อง
ชีวิตเริ่มต้นที่ 40
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
ความสำเร็จของชีวิตได้มาจากการทำงานหนัก
ความร่ำรวยคือสุดยอดความสำเร็จของชีวิต
ฯลฯ

ค่านิยมเหล่านี้ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากสิ่งที่เราอยากจะเป็นจริงๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อยากทำงาน หรือถ้าต้องทำก็ให้เป็นงานเบาๆ มีกินมีใช้โดยไม่เดือดร้อน สุขภาพแข็งแรง ครอบครัวมีความสุข ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีบ้านเป็นของตนเอง มีรถ มีบ้านพักตากอากาศเอาไว้พักผ่อนสัมผัสธรรมชาติ และค่านิยมทั้งหมดนี้ทำให้ผู้คนในระบบทุนนิยมสรุปตรงกันตั้งแต่ยังไม่เห็นภาพรวมของสาขาอาชีพต่างๆรวมถึงทางเลือกในชีวิตว่า เราต้องหาเงินให้มากๆจะได้มีเงินมาซื้อความสุข ความสะดวกสบายใส่ตัว และนี่ก็เป็นต้นเหตุให้ทุกคนออกวิ่งแข่งกันอย่างไร้เหตุผลตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนไปจนกระทั่งสิ้นลมหายใจอย่างทุรนทุราย เพราะเราถูกสอนกันมาแบบนี้

ว่าแล้วเราก็โหมทำงานอย่างหนัก พอได้เงินมาก็ซื้อข้าวของ ทรัพย์สินอย่างที่เราคิดว่ามันจะให้ความสุข จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ตัวเองก็ต้องมาหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะเวลา 24 ชม.ต่อวันเริ่มจะไม่พอ การงานก็บีบรัด หาเงินได้มากก็กังวลเรื่องภาษี ต้องซื้อหาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อย่างประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันภัย กองทุนต่างๆ ฯลฯ เพื่อหักภาษี จนกลายเป็นต้นทุนความยุ่งยากให้ตัวเองแบกไปเรื่อยๆ ทำให้ความเครียดพุ่งเป็นทวีคูณ ลูกเต้าก็ไม่มีเวลาดู พอมีเวลาอยู่กับครอบครัวหน่อย ก็ต้องหาเรื่องเหนื่อยวิ่งออกไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะชีวิตคนทำงานมันช่างบัดซบจริงๆ กับอีแค่หยุดพักนานๆ ก็รู้สึกผิด ว่างงานก็รู้สึกผิดว่าไม่มีคุณค่าอีก ทำงานแล้วเงินเดือนน้อยกว่าเพื่อนร่วมรุ่นก็รู้สึกมีปมด้อย สุดท้ายแล้วดูเหมือนชีวิตก็เริ่มไม่เป็นไปอย่างที่คิดว่าจะมีความสุข มันได้กลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับอะไรที่เราอยากให้เป็น เพราะค่านิยมทั้งหลายที่สังคมเป่าหูเรามาตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนนั้น ไม่ได้มีเอาไว้สอนให้ชีวิตมีความสุขครับ แต่เป็นค่านิยมที่มีเอาไว้รับใช้ระบบทุน เอาไว้รีดความสามารถ รีดแรงงาน รีดคุณค่าทุกอย่างเพื่อรับใช้ระบบทุน โดยไม่ได้สนใจเลยว่าคุณจะมีความสุขหรือไม่

Friday, January 4, 2013

GDP: ความมั่งคั่งของ(ใครบางคนใน)ชาติ

เราคงเคยได้ยินคำว่า GDP (Gross Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศกันบ่อยๆจากข่าวทีวี หรือข่าวจากช่องทางอื่นๆ ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับ GDP มากเสียจนต้องออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจอยู่บ่อยๆ และก่อนที่เราจะเข้าเรื่อง เรามาทำความรู้จัก GDP อย่างเป็นทางการกันก่อนดีกว่าครับจะได้เข้าใจตรงกัน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (อังกฤษ: gross domestic product: GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด ซึ่งถูกคิดค้นโดย Simon Kuznets นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานการครองชีพของประชากรในประเทศนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม จีดีพี เป็นดัชนีชี้วัดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่ไม่สามารถชี้วัดคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้

อ้างอิงข้อมูลจาก wikipedia.org